Suphattharachai's profileThe Affair of Dr.Suphatt...PhotosBlogLists Tools Help

Suphattharachai Chomphan

Occupation
Location
Address 49-16 Tana-cho, Aoba-ku, Yokohama-shi, Kanagawa-ken, Japan 227-0064 Mobile:080-54810753
มิวสิควิดีโอเพลงโปรด
เพลงโปรด

The Affair of Dr.Suphattharachai

ดร.สุภัทรชัย ชมพันธุ์...................suphattharachai@hotmail.com
Photo 1 of 313
More albums (52)
December 24

เขียนที่ห้องสอบ

วันนี้ เป็นอีกวันที่ต้องมาคุมสอบมิดเทอม... เป็นสัปดาห์ที่คาดว่าจะได้มีโอกาสพักผ่อน จากการสอนเช้า บ่าย ค่ำ ในเวลาปรกติ... แต่ในความเป็นจริงมิได้เป็นไปอย่างนั้น งานการไม่ว่าจะเป็นงานหลวงหรืองานราษฎร์ ประเดประดังถาโถมเข้ามาไม่เว้นวัน และก็ทำให้ไม่มีเวลาพักเหมือนอย่างที่คิดไว้ ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมไม่เคยได้มีโอกาสนอนก่อนตีสองเลย ต้องเตรียมเอกสารการประชุม ต้องตรวจการบ้าน ตรวจquiz เตรียมสอน และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่าทำงานหนักกว่าเรียนหนังสือเยอะมากมาย
สำหรับการเขียนสเปซ ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่อยากทำมากๆ พอสบเวลาว่าง ก็เลยหยิบคอมมานั่งเขียนเรื่องราวความเป็นไปซักเล็กน้อย เริ่มต้นจากการกลับมาไทยแรกๆ ผมก็ได้ช่วงเวลาฮันนีมูนเล็กน้อย คือได้มีเวลาพักผ่อน เที่ยวเตร่บ้าง ประมาณหนึ่งเดือน หลังจากนั้น ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงการเรียนการสอนในภาคการศึกษาปลาย ของปีการศึกษา 51 ความที่จะต้องสอนวิชาใหม่ถึง 2 วิชา และวิชาเดิมๆ อีก 2 วิชา ทำให้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเตรียมตัวสอน นอกจากนี้ งานก็ได้เข้ามาไม่ขาดสาย ท่านคณบดีก็ได้แต่งตั้งผมให้เป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนิสิต มีงานเตรียมกิจกรรมให้นิสิตอยู่ไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ งานประชุมผู้บริหาร หรือแม้แต่งานเข้าร่วมประชุมแทนท่านคณบดี ก็ไม่มีขาด บางสัปดาห์ต้องเดินทางไปประชุมที่บางเขนถึง 3 วันต่อกัน ตั้งตื่นตั้งแต่ ตีห้า สามวันติด นอนสีสอง ผมเลยกลายเป็นหมีแพนด้าอยู่บ่อยๆ แต่ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยขนาดไหน ก็ยังยินดีที่จะทำงานนี้ที่สุด เป็นความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างบอกไม่ถูก...
สัปดาห์นี้ก็จะเป็นสัปดาห์ท้ายๆ ของปีนี้แล้ว ทางคณะก็จะมีการจัดงานอำลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่... ผมก็ได้รับมอบใหม่อีกเช่นเดิม ที่ให้ดูแลจัดงาน... กิจกรรมที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ จะเป็นการเกมส์ผ่อนคลายความเหนื่อยหล้าของเพื่อนๆ ผู้ร่วมงานในคณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา ตั้งแต่ท่านคณบดียันแม่บ้านกันเลยทีเดียว... กิจกรรมมีตั้งแต่การเล่นเกมส์มาตามนัด... เกมส์ถ่ายทอดสด... เกมส์เพราะเราคู่กัน Academy Fantasia... เกมส์ปริศนาศรีราชา... และเกมส์บิงโก... เรียกว่าเล่นกันให้ได้โล่ห์เลยทีเดียว....
วันพฤหัสนี้... พี่แพ๊ตจะกลับมาฉลองปีใหม่ที่เมืองไทย แต่ก็มีนัยแฝงคือการมาทำงานเฉพาะกิจนิดหน่อย... และก็คงมาทำให้บ้านดูคึกคัก วุ่นวาย โหวกเหวกได้พอดู... ปีใหม่นี้ก็ขออวยพรให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบ้านหลังนี้... มีความสุขสมหวัง... สุขภาพแข็งแรงตลอดปีใหม่นี้ และที่สำคัญ มีเงินใช้ไม่ขาดมือนะครับ... แล้วเจอกัน...ปีหน้าฟ้าใหม่นะครับ....
 
October 28

เมื่อกลับมาเป็นอาจารย์อีกครั้ง..

หลังจากกลับมาเมืองไทยแล้ว... กิจกรรมทั้งที่เป็นงานหลวงและงานราษฎร์เข้ามาไม่หยุดไม่หย่อน
ได้เจอเพื่อนร่วมงานทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ได้ที่สำคัญก็คือ ได้กลับมาทำงานที่ตัวเองรักอีกครั้ง...
 
มาถึงใหม่ๆ ก็ได้ถูกรับน้องใหม่.. พี่หม่อม ด๊อกเตอร์หนุ่มจากอังกฤษพาไปเถลิงศกที่ร้านดิฟเฟอร์พัทยา...
เรียกกันว่า ไม่ถืงเดือน ไปมาสามรอบแล้ว... เฮฮากันได้อีกครับพี่...
 
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา... ได้มีโอกาสไปร่วมทำบุญทอดกฐินที่จังหวัดเลย.. ก่อนหน้าก็ได้แวะไปเที่ยวจังหวัดน่านก่อน
นั่งรถได้สี่วัน เอากันก้นชาไปเลย... สนุกสนานมากมายครับ... ที่สำคัญยังได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ผู้ใหญ่เรื่องการตรงต่อเวลาได้อีก...
ไม่เคยคิดว่าจะถูกตำหนิเรื่องนี้... แต่ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ก็เป็นเรื่องจนได้.. แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ...
อาจารย์ผู้น้อย ก็ควรรับฟังและนำไปปฏิบัติตัวให้ดี... 555
 
ช่วงนี้งานเร่งด่วน ก็ตกไปที่การเตรียมการสอน...   สอนกันมากมายมาราธอน สี่วิชาlecture ครับท่าน...  
แต่ก็สู้ตายครับ... เพื่อลูกศิษย์ ใครให้สอนอะไร... จัดไปได้ทั้งนั้น
 
ฉบับนี้สั้นๆ ไว้เจอกันงานหน้า.. ร่ายยาว ได้อีก....
September 10

ทริปส่งท้าย... ที่ฮอกไกโด

การท่องเที่ยวเพื่ออำลาแดนปลาดิบก็ผ่านพ้นไปแล้ว... นับเป็นสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งสนุกสนาน เฮฮา ขาขวิด ปวดเมื่อย ตื่นเต้น และตกใจ... ความนัยเหล่านี้จะได้รับการขยับขยายถ่ายทอดในบทความต่อไปนี้  เพื่อบันทึกช่วงหนึ่งของชีวิตในระหว่างการเรียนปริญญาเอก... ที่คิดว่าคงไม่มีโอกาสจะได้สัมผัสมันอีก...

เริ่มต้นจากเช้าตรู่ของวันพุธที่ 3 กันยายน 51  ผมก็รีบตาลีตาเหลือกลุกจากโซฟาในห้องแลบที่เหมือนจะเป็นห้องส่วนตัว เพื่อรีบทำธุระส่วนตัว และพุ่งพรวดไปที่สถานีรถไฟหน้ามหาวิทยาลัย ก็ไอ้จำกรรมโทรศัพท์มือถือตั้งเวลาปลุกไม่สำเร็จ  คงเป็นเพราะการหลับที่ลงลึกถึงขั้นอภิญญา อันหาที่กลับมาไม่ได้ ...  ด้วยความกระหืดกระหอบ ผมก็ได้มาถึงสถานีรถไฟ และได้พบน้องโจ้ น้องอุ้ย รออยู่หน้าสถานีแล้ว ส่วนเจ้าหนึ่งขึ้นไปนั่งกินอาหารเช้ารออยู่บนแพลทฟอร์ทเรียบร้อยแล้ว... จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าไปสู่สถานีอุเอโนะซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางสู่ภาคเหนือของญี่ปุ่น  มีน้องนพ พี่วาส และน้องชวิน มารออยู่ในตู้รถไฟหวานเย็น หรือเซชุนเรียบร้อยแล้ว....

การเดินทางด้วยช่วงเวลาที่ยาวนาน ผ่านไปด้วยการเล่นไพ่ การอ่านหนังสือ การกินอาหาร การนอนหลับ สลับปรับเปลี่ยนไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เราก็ได้มาถึงทางออกกลางของสถานีซัปโปโระ ในเช้าถัดมาของวันพฤหัสบดี การถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน้าสถานีเป็นสิ่งที่ขาดมิได้... เนื่องด้วยมีสิ่งก่อสร้างทางวัตถุที่ดึงดูดสายตาของนักท่องเที่ยวต่างแดนอยู่ไม่น้อย... จากนั้นสังขารทั้ง 7 ก็ถูกลากไปยังที่พัก เป็น youth hostel ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีมากนัก ผมก็ได้จัดการอาบน้ำอาบท่า เพื่อรอน้องๆ คนอื่นที่กำลังไปรับอาหารเช้ากันอยู่

นัดหมายแรกของเราอยู่ที่สถานีรถไฟเดิมนั่นเอง โดยมีอาสาสมัครจำใจ ชื่อนายอ้น คนกันเองมาเป็นไกด์ พาพวกเราตระเวนไปตามแหล่งเตะตาเตะใจในเมืองซัปโปโระนั่นเอง เมืองนี้นับว่าเป็นเมืองหลวงของเกาะฮอกไกโดแห่งนี้จริงๆ เพราะมันผิดจากสิ่งที่ผมวาดภาพไว้มากมาย มันเต็มไปด้วยอาคารสูงเสียดฟ้า ถนนหนทางที่ถูกออกแบบเป็นตาข่ายพาดพาไปทั่วตัวเมือง   นายอ้นพาเราไปที่แรกก็คือ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด ซึ่งอยู่ในกลางตัวเมืองนั่นเอง..  ภายในมหาวิทยาลัย เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลาย ยืนต้นท้าทายความเย็น และแสงแดดแรงกล้าอยู่มิใช่น้อย ทำให้ถนนหนทางในเขตมหาวิทยาลัย ดูร่มรื่นน่าพักผ่อนเสียนี่กระไร  จุดแรกนับเป็นจุดสำคัญที่ผู้มาเยือนมิควรพลาด ก็คือรูปปั้นส่วนบนของ นายคล๊าค ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งการเกษตรแห่งนี้  เป้าหมายถัดไปเป็นกลุ่มอาคารยุ้งฉางอนุรักษ์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยแห่งนี้   ด้วยความกว้างใหญ่ภายในมหาวิทยาลัย ทำให้ขาแข้งของพวกเราต้องก้าวมาสู่จุดพักรบในห้องอาหารกลางมหาวิทยาลัย  ดื่มน้ำทานของว่างแล้วก็ได้ฤกษ์ทัวร์พิพิธภัณฑ์หรือหอประวัติของมหาวิทยาลัย บอกเล่าความเป็นมา และผลงานวิจัยที่โดดเด่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน... ผลงานส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปในแนวชีววิทยา การเกษตร เป็นหลัก  ก่อนออกจากมหาวิทยาลัย พวกเราก็ได้ลองเป่าเกษรดอกปอบปล่า หรือป๊อบปุล่าก็ว่ากันไป... ที่เด็กๆ ญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดเคยเล่นกันในช่วงชีวิตวัยเยาว์

จุดหมายถัดไปเป็นศาลาว่าการเมืองซัปโปโระเก่า ซึ่งปัจจุบันก็กลายสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมยุโรป ที่เป็นตึกโบราณสีแดงเลือดหมู ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่ยากนัก อาหารกลางวันมื้อแรกในเกาะฮอกไกโด ก็คือซุปคาเรร้อนๆ หรือซุปแกงเผ็ดที่มีเครื่องเทศแบบแขกๆ โดยมีน่องไก่ทอดเป็นพระเอก ถูกจัดมาอย่างสวยงามพร้อมข้าวสวยแบบเย็นๆ  สร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับนักล่าฝันทั้งแปดคนไม่น้อย  ด้วนแรงคาเร ก็ได้ส่งพวกเรานั่งรถลางไปยังกระเช้าไฟฟ้าแห่งภูเขาโมอิวะ ทางตอนใต้ของเมือง โรปเวย์นี้ต้องเสียเงิน 1,100 เยน เพื่อแลกมากับวิวงามๆ ของเมืองซัปโปโระทั้งเมือง   เวลาย่างเข้าบ่ายแก่ๆ แล้ว แต่เป้าหมายของวันยังไม่หมดสิ้น โรงเบียร์แห่งซัปโปโระเป็นจุดหมายหลัก ทำให้ซัปโปโระทาวเวอร์ และหอนาฬิกานม รวมถึงฝักข้าวโพดหอมหวานร้อนๆ เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น ที่โรงเบียร์นี้เอง ทำให้เราได้ลองลิ้นชิมรสกับเบียร์ชื่อท้องถิ่น แต่แพร่หลายไปทั้วประเทศ ในนาม ซัปโปโระเบียร์ แก้วแล้วแก้วเล่าถูกจัดมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ได้ความบันเทิงเริงลิ้นกันมิใช่น้อยอยู่
อาหารค่ำคืนแรกนี้ ไปจบลงที่บุฟเฟต์ยากินิขุ อันประกอบไปด้วยพระเอกคือ เนื้อแกะ เนื้อ หมู ไก่ และผักต่างๆ ให้เลือกสรร ด้วยการสั่งอาหารจานแล้วจานเล่า อย่างฟ้าถล่มดินทลาย ทำให้พ่อครัวถึงกับต้องออกมายืนเขม่นอย่างขมีขมัน แต่หาได้ทำให้เหล่านักกินได้ลดลาวาศอกไม่  ค่ำคืนแรกยังไม่จบสิ้นอย่างง่ายๆ หลังจากอาบน้ำอาบท่าที่โรงแรมที่พัก ไกด์อ้นได้พาพวกเราท่องราตรีในย่านสุสุคิโนะ และกลับสู่ที่นอนอันอ่อนนุ่มในกลางดึกนั้นเอง

เช้าวันศุกร์เริ่มต้นด้วยการนั่งรถบัสทัวร์ที่เมืองโอตารุ  เมืองเรียบทะเล แต่หาชายหาดได้ไม่ การเดินเรียบคลองโบราณ อาหารโรงงานเก่าแก่ สลับไปมากับการเดินช๊อปปิ้ง อาหาร และเครื่องดื่ม เติมสีสันให้กับวันฟ้าสลัวๆ ได้ไม่น้อย  มื้อกลางวันถูกจัดมาในข้าวราดหน้าปลาดิบ และอาหารทะเลดิบๆ ที่มีหลายคนชื่นชอบ แต่สำหรับกระผมแล้ว รู้สึกเฉยๆ เสียนี่กระไร   แต่สำหรับการนั่งจิบชาในยามบ่ายในร้านหรูบนถนนคนเดินนั้น กลับทำให้ได้รับบรรยากาศที่น่าสนใจเสียมากกว่า ถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ทำให้ย้อนนึกถึงชองอาริเซ่ถนนคนเดินในเมืองปารีสได้มิใช่น้อย   เวลาย่ำค่ำเข้ามาเยือน ไอศกรีมในถ้วยเมล่อนเขียวที่เป็นผลไม้อันเลื่องชื่อ เข้ามายาไส้ ให้หายหิว ก่อนจะกลับไปรับอาหารค่ำเป็นปูยักษ์แห่งซัปโปโระ ค่ำคืนที่สอง จบลงด้วยราเมงทะเลในเมืองซัปโปโระ ย่านสุสุคิโนะนั่นเอง

เช้าวันเสาร์เริ่มต้นด้วยการพักผ่อนในทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะ ชมวิวของเมืองซัปโปโระบนเนินฮิซึจิกะโอะกะ  อนุสาวรีย์เล็กๆ ของท่านคล๊าคได้สะกดสายตาของผู้คนที่มาเยือนได้ดีมาก  หินแกะสลักของผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ได้มาปรากฎกับนักท่องเที่ยวในเขตนี้ ทำให้เราคิดได้ว่า ท่านคงเป็นผู้มีคุณูปราการต่อชาวซัปโปโระมิใช่น้อยแน่นอน ไส้กรอกเนื้อแกะถูกจัดมาให้เราได้ลิ้มลองทำให้ได้สัมผัสถึงกลิ่นสาบของมันได้ดี จัดมาพร้อมกับนมแกะที่หาได้มีกลิ่นสาบของมันแม้แต่น้อย   ในบริเวณนั้นเอง เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ยุคิมาซึริ หรืองานปั้นหิมะ แห่งเมืองซัปโปโระถูกถ่ายทอดมาในรูปวิดีทัศน์ และภาพถ่ายตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบัน ทำให้กระตุ้นต่อมความอยากให้กลับมาเยือนดินแดนแห่งนี้ได้อีก ในช่วงฤดูหนาวจับใจ แก่ผู้พบเห็นได้ดีทีเดียว

ช่วงบ่ายของวัน พวกเราอยู่บนรถไฟที่พาพวกเราต้องอำลาจากเมืองซัปโปโระ มาสู่เมืองฮาโกะดาเตะ ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของเกาะแห่งนี้ เป้าหมายหลักคือวิวชมเมือง บนยอดเขา ในยามค่ำคืน ที่จะได้สัมผัส ของแสงไฟของตัวเมืองในยามค่ำคืน ที่ถูกประกบด้วยชายทะเลสองฟาก เว้าโค้งไปมาให้ได้รับรู้ถึงความงามที่ถูกสร้างขึ้นอย่างอ่อนช้อยของธรรมชาติ  โรปเวย์ หรือกระเช้าไฟฟ้าพาพวกเราผ่านเมฆหมอกอันหนาทึบขึ้นไปสู่ยอดเขา  แต่ด้วยหมอกหลังฝนตก ทำให้เราไม่สามารถซาบซึ้งถึงวิวในฝันอันติดหนึ่งในสามของโลกได้... แต่ก็มิได้ทำให้ผิดหวังมากนัก เพราะในช่วงขากลับลงมา เราสามารถเสพกับความงามผ่านหมอกจางๆ ได้มิใช่น้อย... อาหารค่ำเป็นกำแกล้มของร้านเหล้า  และปิดท้ายด้วยการฟังดนตรีสดๆ กับเจ้าหนึ่ง ในผับเล็กๆ แห่งหนึ่ง  เพลงร๊อคเดอะบิทเทิ้ลได้ถูกจัดมาโดยนักดนตรีที่เป็นนักท่องราตรีนั่นเอง
 
เช้าวันอาทิตย์... การท่องเมืองหลวงเก่าของเกาะฮอกไกโดเริ่มต้นด้วยทัวร์ตลาดสดเช้า สวนโกริวคะคุ กินกลางวันที่พอร์ท หรือท่าเรือกลางตัวเมือง และปิดท้ายด้วยการชิมวิวที่แหลมทะจิมะจิ และการลงแช่น้ำแร่ออนเซ็นยาจิกะชิระ ทิวทัศน์แห่งนี้ สร้างความชุ่มชื่นให้กับหัวใจได้ดีมาก ลมทะเลเย็นๆ และภาพภูเขาที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกที่อยู่เบื้องหลัง เปรียบเหมือนน้ำทิพย์มาชะโลมจิตใจจากความเหน็ดเหนื่อยของการเดินทางได้ดีอย่างเหลือเชื่อ  ส่วนน้ำแร่ที่ลงแช่นี้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นออนเซ็นแรกของเกาะ และมีกลิ่นของกำมะถัน ที่ทำให้น้ำแร่สีออกเหลือง แบบสีของสนิมเหล็ก ความร้อนของมันทำให้เราไม่สามารถแช่ได้นานมากนัก แต่สำหรับบรรยากาศการแช่น้ำแร่ภายนอกอาคารทำให้เราได้ผ่อนคลายจากความเมื่อยหล้าของร่างกายได้มากทีเดียว...

เรื่องราวของวันยังไม่จบลง  มันเป็นเพิ่งการเริ่มต้นแห่งประสบการณ์อันมิอาจลืม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น กระตุ้นหัวใจให้เต้นเหมือนจะหลุดออกมาจากตัว  ตามโปรแกรม เราจะไปถึงสถานีฮาโกะดะเตะเวลา บ่ายสี่โมงแก่ๆ เพื่อออกเดินทางไปกลับสู่เมืองอะโอะโมริแห่งเกาะใหญ่ฮอนชู แต่ด้วยความผิดพลาดเล็กน้อย เราก็ตกรถไฟจนได้ พวกเราจึงหาข้าวเย็นเป็นราเมงและข้าวหน้าหมูย่าง และรีบออกตามไปขึ้นรถบัสที่ เมืองอะโอะโมริ ในช่วงเย็นนั้น แต่แล้วก็มิทันอีกเป็นคำรพสอง  แต่ด้วยความพยายาม การผจญภัยด้วยแท๊กซี่ เพื่อติดตามรถบัสนรก ก็เริ่มต้นขึ้น แต่แล้วเราก็พลาดอีก และต้องติดเกาะอยู่เมืองฮิโรซากิ เป็นคำรพสาม  ค่ำคืนอันมืดมน จึงปิดท้ายด้วยการหาที่พัก  และนี่ก็เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่พวกเราได้พักในเน็ตคาเฟ่  เล่นเน็ตไป นอนหลับไป จัดมาได้อีกนะครับพี่น้อง...
 
แผนการเดินทางกลับถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งวัน พวกเราจึงได้มีโอกาสท่องเที่ยวเมืองฮิโรซากิอีกหนึ่งวัน เพื่อรอรถบัสกลับสู่โตเกียวในวันต่อมานั้น  ช่วงเช้านั้นเอง เราเริ่มต้นด้วยการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์เมืองฮิโรซากิ และพวกผ่อนนอนหลับกลางวันที่ปราสาทเก่าของเมือง ช่วงเย็นได้ฤกษ์พิเศษ นั่งรถบัสเยือนสวนผลไม้แอปเปิ้ล ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่สร้างชื่อให้กับเมืองแถบๆนี้   และที่นี่เอง เราก็ได้มีโอกาสเด็ดผลแอปเปิ้ลสดๆ จากต้นกันเลยทีเดียว... และก็คงเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว เจ้าหนึ่งได้ทำสิ่งปาฏิหาริย์ขึ้นคือ เด็ดแอปเปิ้ลผลเดียว ได้มาสามลูก ทำเอาพวกเราหัวใจจะวายกันได้อีก... นึกว่าต้องจ่ายตังค์กันอีกแล้ว... เสียวได้อีกนะท่าน.... อาหารมื้อสุดท้ายของทัวร์ก็จบลงที่ร้านเหล้าแถวๆ สถานีฮิโรซากินั่นเอง... 
 
และแล้วแสงแดดของเช้าของวันอังคาร ก็สาดเข้ามาสู่รถบัสของเรา... ชินจูกุเป็นจุดจอดของรถบัสและเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางกลับสู่บ้านของเรา... โยโกฮาม่า... และก็นับเป็นการสิ้นสุดทริปที่เร้าใจ สร้างความสนุกสนานให้ผู้ร่วมทริปได้มากมาย อาจถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แต่บอกได้เลยว่า... ประทับใจจริงๆ โอกาสหน้า ถ้ามีจริง ก็คงมีโอกาสได้พบปะกันอีกนะครับ... ขอบคุณมากที่สุด...สำหรับผู้ร่วมทริปทั้ง 7 และอีกหนึ่งไกด์กิติมศักดิ์อ้น...ขอบคุณจริงๆ ครับ...
August 26

สอบเสร็จแล้ว....

วันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็เป็นวันสุดท้ายของการสอบจบ Final Presentation...
การสอบเป็นไปด้วยดี เป็นการสรุปงานที่ทำมาทั้งหมด สั้นๆ สิบห้านาทีเท่านั้น...
หลังจากนั้นก็เหลือแต่งานเอกสาร เตรียมเข้าเล่มวิทยานิพนธ์ เท่านั้น...
 
เดือนสิงหาคมจึงเรียกได้ว่าเป็นเดือนแห่งการออกกำลังกายโดยแท้...
ตั้งแต่ ไดร์ฟกอล์ฟ ตีเทนนิส ตีแบด ตีปิงปอง ...
มีปาร์ตี้ ทำอาหารไทย ญี่ปุ่น จีน เป็นว่าเล่น...
เรียกว่าเหนื่อยได้ใจเลยทีเดียว....
 
สัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้...
ก็จะได้ฤกษ์ท่องเที่ยว ไปยังฮอกไกโด....
เกาะสวาทหาดสวรรค์...ของชาวญี่ปุ่น...
คงเหนื่อยได้ใจอีกเช่นกัน...
มีทั้งหนุ่มๆ และสาวๆ ร่วมทริปกันมากมาย....
รวมแล้วเจ็ดชีวิตได้...
และคาดว่าจะได้ไกด์กิติมศักดิ์ คือท่านอ้น แห่งฮอกไกโด...
 
หลังจากนั้นก็คงต้องเตรียมตัวกลับไทยแล้ว....
ปลายๆ เดือน ก็จะได้ฤกษ์พาพ่อและพี่สาว ท่องเที่ยวแดนปลาดิบนี้อีก...
หลังจากรับปริญญาก็จะเดินทางกลับไทยพร้อมๆ กันเลย...
ก็คงได้เวลายุติความบันเทิงเริงรมย์ในดินแดนแห่งซากุระนี้....
 
นับถอยหลัง เหลือเวลาอีกเดือนเดียวเท่านั้นแล้ว.........
July 21

ล่องแก่ง..แคนยอน ที่มินาคามิ..กุมมะ

พฤหัสและศุกร์ของสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ฤกษ์งามยามดี จึงมีถูกลากไปผจญภัยในแดนมินาคามิ แห่งกุมมะ
กิจกรรมโปรดก็ได้จุดขึ้นท่ามกลางป่าเขา และลำเนาไพร ที่เต็มไปด้วยเมฆหมอก...
คืนก่อนเดินทางนอนได้ชั่วโมงเศษๆ มัวแต่เล่นเนตจะเพลิน...
เตรียมเสบียง เสื้อผ้าข้าวของเสร็จ ก็ออกเดินทางอย่างไม่รั้งรอ...
ไปถึงมาจิดะตามเวลานัดหมาย เพื่อสมทบกับน้องๆ ได้แก่ โจ้ เมา อุ้ย หนึ่ง นก ก้อง...
รอเวลาเจ็ดโมงเช้า เพื่อรับรถเช่า... ล้อเริ่มหมุนตอนเจ็ดครึ่งพอดี...
 
การเดินทางสนุกสนานไปตามเรื่อง น้องก้องเป็นโชเฟอร์ฝีเท้าเยี่ยม..ขับให้พวกเราหลับกันได้อีก...
มีการขับกล่อมจากมือกีต้าร์ชั้นหนึ่งจากป๋าหนึ่ง...เสียงเพลงเพราะๆ จากโจ้วงพอส เอ้ยไม่ใช่..น้องนกโตได
สร้างความครื้นเครงจนถึงปลายทาง...มินาคามิ
สิ่งแรกที่ทำก่อนเลยก็คือ หาข้าวกลางวันและซื้อข้าวของไว้เตรียมทำกินตอนเย็น...
เมนูเด็ดของเราก็คือ สุกี้ยากี้โดยน้องๆ  และลาบหมูฝีมือน้องก้อง...อร่อยได้เรื่อยๆ
 
เมื่อเก็บข้าวของเสร็จ ก็รีบออกมาที่ศูนย์ล่องแก่ง กินข้าวเบนโตะเป็นอาหารกลางวันบนรถกันเลย..
เพื่อให้ทันเวลานัดหมายตอน เที่ยงสี่สิบห้า...
ถึงปุ๊บ ก็เนียนเล่นบิลเลียดกับน้องเมาและป๋าหนึ่ง เพื่อฆ่าเวลารอคนอื่นๆ ...
น้องเมาฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ส่วนป๋าหนึ่งไม่ต้องห่วง ก้มเป็นตด เอ้ยไม่ใช่ ก้มเป็นลง..
ได้เวลาก็มีเจ้าหน้าที่คือคุณ ริงเคน เป็นหัวหน้าทริบในการล่องแก่งช่วงบ่ายวันแรก...
แนะนำการเปลี่ยนชุดล่องแก่ง เป็นคล้ายๆ ชุดประดาน้ำรวมกับชุดฟองน้ำชูชีพ...แน่นจนอึดอัดได้อีก...
 
พวกเราออกจากศูนย์ มุ่งหน้าสู่ต้นน้ำสำหรับล่องแก่ง ฟังคำบรรยายสิบห้านาทีได้...
จากนั้นก็ซักซ้อมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น การช่วยผู้ตกน้ำ การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เป็นต้น....
มีกิจกรรมท้าทายแรกคือการกระโดดจากโขดหิน ลงสู่ร่องน้ำ... ท้าทายความสูงกันได้อีก...
และก็ทำการล่องแก่งไปตามลำธารเรื่อยๆ มีกิจกรรมให้ทำระหว่างทางมากมาย...
เช่นแข่งกันว่ายน้ำข้ามลำธารเพื่อเก็บใบไม้...คนสุดท้ายจะถูกลงโทษให้เต้นเป็นลิงบนโขดหิน...
แน่นอนครับ...ผู้ที่ว่ายน้ำช้าที่สุด ไม่ใช่ใครที่ไหน...กระผมนั่นเอง....ก็ฮาๆ กันไป
 
เสร็จกิจล่องแก่งก็ได้เวลากลับไปศูนย์เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า..อาบน้ำ และเดินทางกลับไปโชว์ฝีมือการทำอาหารเย็น
ช่วงเดินทางจากศูนย์ไปสู่รีสอร์ทบนยอดเขา ก็ได้แวะถ่ายรูปกับเขื่อนที่อยู่ระหว่างทาง...ได้ชมวิวกันจนอิ่มโดยถ้วนหน้า...
ช่วงทำอาหารไปได้ซักพัก...มีฝนตกลงมาพอให้ได้คลายความร้อน...และก็ทานสุกี้กันอย่างอิ่มหมีพลีมัน...
ส่วนลาบหมูของน้องก้องกว่าจะได้ฤกษ์เบิกท้องก็ปาเข้าไปสี่ห้าทุ่มได้...
อร่อยรอบดึกได้อีก...
กิจกรรมรอบค่ำหนีไม่พ้นการบริหารนิ้วด้วยกีฬาไพ่ ปิดท้ายด้วยโปกเกอร์..ร่ำรวยกันเข้าไปนะพี่น้อง...
ตกดึก..เสียงกีต้าร์ขับกล่อม กับเสียงร้องเพราะบ้างไม่เพราะบ้างก็ว่ากันไป...
ทำลายความสงบของรีสอร์ทบนยอดอย ท่ามกลางป่าเขา และอ่างเก็บน้ำหลังสันเขื่อน...ได้อีก..
 
ค่ำคืนแรกผ่านไปด้วยความเหนื่อยล้า....
และเมื่อฟ้าใหม่เข้ามาเยือนพร้อมกับสายฝนปลอยๆ ทำให้เปียกปอนกันพอประมาณ
ข้าวผัดฝืมือน้องก้อง และขนมปังใส้กรอก ตบท้ายด้วยแอปเปิ้ล ก็ทำให้มีเรี่ยวแรงสำหรับกิจกรรมในวันใหม่นี้
วันนี้ถือเป็นไฮไลท์... แคนยอนนิ่ง...หรือก็คือการเล่นสไลเดอร์ตามโขดหินของน้ำตกสูงนั่นเอง..
มีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ น้ำตื้น น้ำลึก แบบสไลด์เดี่ยว คู่ ทีม ...
กระแสน้ำตก ช่วยคลายความร้อนจากการเดินปีนเขาได้ไม่น้อย...
เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมสมรรถภาพร่างกายได้ดีทีเดียว...
น้องอุ้ยที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็ต้องยอมแพ้ต่อความท้าทายที่อยู่ตรงหน้า
ยอมลงน้ำได้ครบทุกช่วงของน้ำตกจนได้....
 
เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้นในช่วงเที่ยง.... พวกเราก็รับประทานอาหารกลางวันที่ศูนย์ฯ นั่นเอง...
และก็มาถึงช่วงเดินทางกลับ...หลับใหลกันได้อีก...
น้องก้องยังคงยึดหน้าที่โชว์เฟอร์ พาพวกเรากลับสู่โตเกียวอย่างปลอดภัย
ไปส่งน้องๆ แต่ละคนถึงที่พักกันเลยทีเดียว...
เป็นอันเสร็จสิ้นกิจกรรมท้าทายอย่างสนุกสนานเร้าใจเป็นอย่างยิ่ง...
 
แต่สัปดาห์ดานี้ก็หาได้สิ้นสุดกิจกรรมหฤโหดไม่...
วันเสาร์ก็พากันมาเล่นเทนนิสช่วงเย็นได้อีก...
โชคไม่ดีที่คอร์ทเต็ม...ทำให้ต้องหากิจกรรมใหม่ทำ...
เสี่ยหนึ่งชักชวนให้ไปซ้อมไดร์ฟกอร์ฟ ที่แถวๆ สุซึคาเคไดนั่นเอง...
อุปกรณ์ก็ได้มาจากเสี่ยหนึ่งนั่นเอง...แบกกันมาจากบ้านเสี่ยหนึ่ง...
ไดร์ฟกันจนเมื่อยหลังได้อีกนะ...
จากนั้นก็เป็นการปาร์ตี้ยำวุ้นเส้น...
และเลี้ยงส่งน้องจอนแห่ง มก. ที่กำลังจะเดินทางกลับอังคารนี้...
 
ก๊วนขี้เมาก็มาทำลายความสงบของสวนสาธารณะสุซึ...
ร้องเพลง เล่นกีต้าร์ ปากันไปถึงเช้าเลย...
เรียกว่าสัปดาห์นี้กิจกรรมแน่นเอียดจริงๆ...
สิ้นสุดบทความนี้เท่านี้ก่อนละกัน...
โปรดติดตามกันต่อเดือนหน้านะครับ....
 
July 01

สอบ Defense เรียบร้อยแล้ว...

ในที่สุด...วินาทีที่รอคอยก็มาถึง....
วินาทีที่สอบ Defense เสร็จ... เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปได้...
วันนี้คำถามของท่านอาจารย์ทั้งหลาย...ไม่ยากอย่างที่คิด...
ตอบได้เกือบทุกคำถาม...แต่ก็มีหนึ่งจุดที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน..แต่ท่านอาจารย์ก็บอกว่าไม่ต้องซีเรียส..
ลงทุนซ้อมพรีเซ็นต์ไปหลายสิบรอบ... ก็ถือว่าคุ้มค่ากับที่ได้ลงทุนลงแรงไป...ผ่านไปได้ด้วยดี...
เหลือแต่การส่งเล่มวิทยานิพนธ์ และการรายงานสรุปครั้งสุดท้าย...
อีกไม่นานก็จะได้กลับไปเมืองไทยอย่างถาวรเสียที...
หวังไว้ว่า..จะได้เอาความรู้ที่ได้ศึกษาวิจัยมาไปช่วยสั่งสอนลูกศิษย์ได้บ้าง..ตอบแทนพระคุณแผ่นดินเกิด...
ตอนนี้ก็เรียกว่า นับเวลาถอยหลังได้แล้ว... 87 วันที่เหลืออยู่...คงจะได้พักผ่อนนอนเที่ยวได้เต็มที่...
ข้าวของทั้งหลายแหล่ก็คงบริจาคให้น้องๆ ที่นี่ไปบ้าง... ทิ้งไปบ้าง... ขนกลับไปเท่าที่จำเป็น...
 
ในระยะเวลาที่ผ่านมา...สองปี กับเก้าเดือน... ยอมรับเลยว่า..มุ่งมั่นกับการศึกษาวิจัยแบบคร่ำเคร่งมากๆ
เรียกว่าแทบไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไกลๆ ในต่างจังหวัดของญี่ปุ่นนี้เลย...
ปิดเทอมฤดูร้อนที่จะถึงนี้ เห็นว่าน้องนพจะจัดทัวร์ไปไกลๆ คงจะได้ไปแจมด้วย... ทดเชยกับช่วงเวลาที่ลงไปกับการเรียน...
คงจะได้ไปตะลุยแบบตรากตรำมากหน่อย...แบคแพ็คกันเลย...แต่ก็ยังไม่รู้ว่าสังขารขำอำนวยหรือเปล่า...
รู้สึกเลยว่า...อายุที่มากขึ้น...ทำให้ร่างกายไม่ฟิต ไม่แข็งแรงแบบสมัยก่อนที่เป็นนักกีฬาเลย...
มันก็คงเป็นไปตามธรรมดาโลกนั้นแหละ...
เคยว่าจะไปเยี่ยมนายอ้นที่ฮอกไกโด...ก็ยังไม่ได้ไปซะง้าน...
ติดโน่นติดนี่...จะต้องพยายามหาโอกาสไปให้ได้...ว่าแล้วก็คงต้องชักชวนนายป๊อบผู้เล่นตัวมิน้อยไปด้วยอีกคน...
 
เมื่อวันก่อน...ได้ยินข่าวอาจารย์ม.อุบลฯ ทำมิดีมิร้าย กับนักศึกษา... อ่านข่าวแล้วก็เศร้าใจ
ก็นึกถึงนายอ้นขึ้นมาทันที... อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอีกนะเพื่อน... ยิ่งโสดๆ อยู่ด้วย...555
และก็หวังว่าคงจะไม่เกิดขึ้นกับม.เกษตร ...ของเรานะ...
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่การเมืองไทยร้อนแรงไม่เบา พันธมิตรก็ยังคงชุมนุมขับไล่รัฐบาลนอมินี...
เขาพระวิหารก็ถูกนำมาเป็นประเด็นร้อน.. ทำให้คนไทยเกิดอาการคลั่งชาติ..ขึ้นมามากมาย..
อันนี้ก็รวมถึงตัวเองด้วย... ตอนแรกเราก็ร้อนใจมาก..ห่วงประเทศเหลือเกิน...
แต่ช่วงนี้ก็เริ่มทำใจได้บ้างแล้ว ปล่อยวางได้มากขึ้น...คิดเสียว่า...
อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด...เป็นไปตามกรรม...ของคนในชาติ...
เราก็ควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด...ช่วยชาติได้แค่ไหนก็ทำแค่นั้น..
ทำให้เต็มที่...เต็มกำลังความสามารถ...ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะเรา...ก็น่าจะเพียงพอ..
 
ที่สำคัญคือ...เราเชื่อในความจริงอย่างหนึ่งคือ...กฎแห่งกรรม...
ใครทำความดีก็ย่อมได้ผลที่ดี...ใครทำความชั่วก็ย่อมได้ผลนั้นตอบแทน...
ก็ขอให้ผู้อ่านบทความนี้...มีจิตใจที่ดี ยิ่งขึ้นๆ นะครับ...
หมั่นทำความดี...ละเว้นความชั่ว...และอย่าลืมทำจิตใจให้สงบ...เพื่อค้นพบความสุขที่แท้จริง...ทุกๆ คนเลยนะครับ...
ครั้งนี้ลงท้ายออกแนวธรรมะนิดหน่อย...แล้วเจอกันในบทความถัดไปนะครับ...
 
June 17

วันเกิดปีที่ 31

และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี... สำหรับอายุที่เพิ่มขึ้นมาอีก หนึ่งปี
มีงานเลี้ยงวันเกิดเล็กๆ น้อยๆ ที่บ้านน้องโจ้... และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นขนมเค้ก...
ขอบใจน้องๆ ทุกคนที่อุตส่าห์มีเค้กวันเกิดพร้อมเทียนมาให้ฉลองวันเกิดด้วย...
 
ขอให้น้องๆ ทุกคนตั้งใจเรียน และสำเร็จการศึกษาตามที่มุ่งหวังทุกคน...
มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพื่อจะได้สร้างสรรค์ความดีให้กับตัวเองและสังคมต่อไป...
 
ช่วงนี้ได้มีโอกาสไปออกกำลังกายรูปแบบใหม่คือ เล่นแบดและปิงปอง...
เทนนิส...เลยถูกแทนที่ไปบ้าง...แต่ก็ยังคิดถึงเสมอ...
โอกาสต่อๆ ไปคงได้หวนคืนคอร์ทเทนนิสแน่ๆ ...
 
วานนี้เอง...ก็ได้การรับอีเมลล์ตอบกลับจาก SPEECH COMMUNICAITON ...รวดเร็วอีกเช่นเคย...
 
สิ่งที่เราสังเกตได้จาก comment ของ reviewers ก็คือ มีรูปแบบการวิจารณ์เหมือนในเปเปอร์แรกเมื่อปีที่แล้ว... ถ้าเดาไม่ผิดคง หนึ่งใน reviewers เป็นคนเดิมแน่ๆ และที่สำคัญก็คงเป็นคนที่เรารู้จักด้วย...ผมต้องขอขอบคุณพี่...มาก ที่รีวิวเปเปอร์ของผมอย่างละเอียดและรวดเร็ว และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากๆ และคงจะแก้ไขและตอบกลับเร็วๆ นี้.... ขอบคุณมากๆ ครับผม...
 
วันที่ 1 กค. ก็จะเป็นวันสอบจบแล้ว...ช่วงนี้ก็มีแต่งานเตรียมตัวพรีเซ็นต์...ที่หวังว่าจะทำให้ดีที่สุด และแล้วก็ก้มหน้าก้มตา ซ้อมพรีเซ้นต์ต่อไป.... 
 
May 23

เรื่องของ...โยบิชินซะ...

วันนี้ก็ผ่านบททดสอบแรกไปแล้ว....สำหรับการสอบโยบิชินซะ...หรือการสอบ Preliminary Defense...
ผ่านไปด้วยดี...สามารถตอบคำถามได้ทุกคำถาม..... ท่านอาจารย์โคบายาชิ มาบอกเราหลังสอบว่า...
เราสอบผ่านด้วยดี... ก็สมกับความตั้งใจ ความเหน็ดเหนื่อย ที่ลงแรง ลงกำลังซ้อมอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง...

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา...เราได้ซ้อมพรีเซ็นต์วันละ 3 - 4 รอบ เป็นระยะเวลา 8 วัน รวมแล้ว... 30 กว่ารอบได้...
เอาจนจำขึ้นใจ...และไม่ยอมให้ผิดพลาดหรือติดขัดเลย... โล่งอกกันไปทีเดียว...
วันนี้สอบเสร็จตั้งแต่เที่ยง... เลยกลับมานอนถอนทุน...รู้สึกเพลียมากๆ
แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้สึกกะปรี้กะเปร่าขึ้นมาทันใด

วันอาทิตย์นี้ กะจะไปตีแบดให้หายคิดถึงหน่อย...น้องๆ หาคอร์ทไว้แล้ว..
จะได้ไปประลองคอร์ทใหม่ดูบ้าง...คาดว่าคงหนุกหนานทีเดียว....

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน...เราได้มีโอกาสไปทำงานประชาสัมพันธ์และนับคน ในงานไทยเฟสติวัล...
ฝนเจ้ากรรมก็ตกมันทั้งสองวัน... ทำเอายอดคนมาร่วมงานตกฮวบ...เหลือประมาณหนึ่งแสนคนเท่านั้น
น้องๆ ผู้ร่วมงานก็มีน้องแจ๊บ น้องเม่น น้องชิน น้องหนึ่ง และน้องพัฒน์... วันๆ ก็เอาแต่แจกเอกสารแนะนำงาน
กับนับคน...เหน็ดเหนื่อยกันไปพอประมาณ... ได้เงินมาเป็นค่าขนมก็พอหายเหนื่อยกันไป...

สำหรับเดือนหน้า....จะมีการสอบ Public Presentation
ก็หวังว่าคงจะผ่านไปด้วยดีอย่างเช่นในวันนี้...
อีกสี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว.... จะได้กลับบ้านให้หายคิดซะที....
จะไปถล่มเมืองไทยให้หายคิดถึงเลยทีเดียว...บันทึกครั้งนี้ก็คงมีเท่านี้....แล้วเจอกันครั้งหน้าครับผม

May 01

เหตุเกิดจากลาสเวกัส

เขียนเรื่องนี้ไว้นานแล้ว...แต่ยังไม่ได้เอามาลงซะที...
วันนี้ขึ้นเดือนใหม่แล้ว...เลยปัดฝุ่นเอามาเล่าให้ฟังละกัน....
 
หลังจากเดินทางกลับมาสู่แดนปลาดิบ ในค่ำวันเสาร์ที่ 5เมษายน  ก็มีเรื่องให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้อีก... มีเรื่องเก็บตกสองเรื่อง... เริ่มจากเรื่องแรกเลยละกัน วันที่เดินทางกลับมาจากลาสเวกัส ผมก็นั่งรถไฟมาลงที่สถานีใกล้บ้าน เป็นปรกติ และในระหว่างที่เดินลงบันไดของสถานีรถไฟจากชั้นสองมาชั้นล่าง ก็ได้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ได้มีผู้ชายวัยคุณพ่อคนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเดินนำหน้าเราอยู่นั้น เขาก็ค่อยๆ ทรุดลงกับขั้นบันได ประมาณว่าขาอยู่ไปยอมก้าวไปข้างหน้า แต่ใบหน้าลงไปที่พื้นบันไดชั้นล่างซะแล้ว ผมก็เลยต้องทิ้งข้าวของสัมภาระจากลาสเวกัส เพื่อไปพยุงคุณลุงคนนั้นไว้ ไม่อย่างนั้น คงต้องกลิ้งตกบันไดลงไปที่พื้นด้านล่างเป็นแน่... คุณลุงหน้าแดงมาก แต่งชุดสูท ดูดีทีเดียว แต่ที่สำคัญคือ มีกลิ่นสุราเล็กน้อย ตอนแรกก็นึกว่าเป็นลม หรือไม่สบาย แต่ลุงแกบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เราก็เลยเริ่มกระจ่างใจว่า คุณลงเมานั่นเอง... ทำเอาคนที่เดินตามคุณลุงมาหลายคนต้องตกอกตกใจกันพอสมควร... ระหว่างที่ผมช่วยพยุงคุณลุงเพื่อลุกขึ้นมานั้น ก็มีน้องชายวัยรุ่นคนหนึ่ง มาช่วยยกกระเป๋าเดินทางของผมลงมาจากบันไดให้ ผมเองก็รู้สึกดีทีเดียว ตอนแรกก็คิดว่า สังคมญี่ปุ่นนี่ จะเป็นแบบตัวใครตัวมัน แต่จริงๆ แล้วก็ยังมีผู้คนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เหมือนบ้านเราอยู่บ้าง จากนั้นผมกับคุณลุงก็ค่อยๆ เดินลงบันไดมา แล้วก็แยกย้ายกันไป ขอบอกขอบใจกันไปตามมารยาท นั่นก็คือเรื่องที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปรกติครั้งแรก...
 
เรื่องที่สอง เกิดขึ้นเช้าวันอาทิตย์ เมื่อผมตื่นขึ้นมา รู้สึกว่ามีอาการปากชา พอง และแสบๆ  ใบหน้าเหมือนกับว่าขึ้นผื่นแดง และลอกเป็นขุยๆ เล็กน้อย  นั่นแสดงให้รู้ว่าร่างกายของผมคงไม่ค่อยจะปรกติซะแล้ว ก็เลยได้ฤกษ์ไปพบคุณหมอ เจ้าประจำ ก็ได้ยาแก้แพ้มาพอประมาณ.. คุณหมอก็เลยให้เราตรวจเลือดซะด้วย ดูว่าตับทำงานปรกติหรือเปล่า... อีกห้าวันค่อยมาฟังผลเลือด... ค่าตรวจเลือดก็แพงเอาการอยู่เหมือนกัน ขนาดจ่ายแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังจ่ายไปเกือบสามพันเยนเลยทีเดียว  และหลังจากนั้นห้าวัน ก็ไปฟังผลเลือด ก็ปรากฎว่าส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปรกติ มีที่จะผิดปรกติก็มีอยู่สามอย่าง คือ มีโปตัสเซียมสูง มีกรดไขมันชนิดดีสูง และยูริกสูง อย่างแรกคุณหมอบอกว่าเป็นเพราะกินผลไม้เยอะ อย่างที่สองถือว่าดี และอย่างที่สามเป็นเพราะกินเค็มมาก  ต่อไปเลยต้องพยายามกินเค็มน้อยลงซะแล้ว

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจารย์โคบายาชิก็ให้งานเราอีกซะง้าน ท่านถามว่าเรามีไอเดียในการเขียนเจอร์นัลอีกบ้างไหม  อันที่จริงก็เป็นการบอกให้เราเขียนเปเปอร์เพื่อทางอ้อมนั่นแหละ ตอนแรกนั้น เรากะว่าจะกลับไปเขียนเจอร์นัลที่ไทย จะได้เอาไปขอตำแหน่งวิชาการได้ ท่านอาจารย์มารู้ทันซะก่อน เลยต้องมานั่งปั่นเปเปอร์ช่วงนี้ เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างซักเท่าไหร่เลย และอาจารย์ยังบอกให้เราเตรียมเขียนวิทยานิพนธ์ เพื่อเตรียมตัวสอบจบในเดือนหน้า หรือพฤษภาคมและเดือนถัดไปคือเดือนมิถุนายนอีกด้วย เป็นอันว่าตอนนี้งานท่วมหัวเลย... ไม่ว่างอย่างที่ปรารถนาเลย... ได้อีกครับอาจารย์ ได้อีกครับ.....
 
April 05

เล่าเรื่องเมืองลุงแซม...ICASSP08_LAS_VEGAS

การเดินทางไปนำเสนอผลงานในที่ประชุมวิชาการ ICASSP 2008 ที่เมืองลาสเวกัส เมืองแห่งอบายมุขการพนัน ก็ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี อาจจะมีเรื่องให้ตื่นเต้นบ้าง แต่มันก็คงเป็นสีสันให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ราบเรียบจนเกินไปนัก เริ่มจากออกเดินทางจากแดนปลาดิบกันเลยละกันนะครับ... คราวนี้ไม่ได้ตื่นสาย ไม่ได้มีความเร่งรีบอะไร แต่มีอุปสรรคเป็นลมฟ้าอากาศครับ ฝนตกพอให้เราได้รำคาญใจ แต่ก็ผ่านไปด้วยดี คราวนี้ไปถึงสนามบินนาริตะก่อนเวลานัดหมายกับเพื่อนญี่ปุ่นอีกคน คือคุณทาจิบานะ หรือตอนนี้ก็ต้องเรียกว่า ท่านดร.ทาจิบานะ ถึงจะเต็มยศ เพราะท่านเพิ่งรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ได้เดินเล่นเย็นๆ ใจในสนามบินซักพัก แล้วก็กินเสบียงที่เตรียมไป ซึ่งก็คือแอปเปิ้ล อันนี้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้จริงๆ ก็เพราะไอ้เรื่องท้องๆ ไส้ๆ ของผมนั่นแหละ ถ้าขาดกันเหมือนจะขาดใจจริงๆ ผมกับดร.ทาจิบานะเริ่มออกเดินทางไปลาสเวกัส โดยไปเปลี่ยนเครื่องที่ลอสแองเจลลิส ก็ได้มีเรื่องน่ารำคาญกับไอ้เจ้าตม.ของเมืองลุงแซมนั่นแหละครับ... ต้องรอคิวนานชั่วโมงกว่าๆ ไอ้เราก็กลัวจะไม่ทันเวลาต่อเครื่องจริงๆ แต่แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อไปถึงลาสเวกัส ทางบริษัททัวร์ HIS ก็มารอรับเราและกลุ่มทัวร์อื่นๆ เพื่อไปส่งตามโรงแรมที่พักต่างๆ ด้วย สะดวกสบายเป็นที่สุด เรื่องการบริการทัวร์ คนญี่ปุ่น ถือว่าไม่เป็นรองใครเลยทีเดียว มีรายละเอียดการนัดหมาย การท่องเที่ยว การเดินทางให้พวกเราเรียบร้อย เมื่อไปถึงโรงแรมที่พักชื่อโรงแรมอิมพีเรียล พาเลซ นับว่าเป็นโรงแรมที่ขนาดกลางๆ แต่ถือว่าเก่าแก่มากมายทีเดียว สังเกตได้จากความขลังของสถานที่พัก เครื่องเล่นพนันหยอดเหรียญแต่ละเครื่อง แต่ก็นับว่ามีผู้เข้ามาใช้บริการหนาแน่นมากๆ เมื่อเทียบกับโรงแรมขนาดใหญ่ๆ ตอนแรกผมก็นึกว่าคุณทาจิบานะจะพักห้องเดียวกัน แต่ปรากฎว่าท่านขอแยกห้องพักครับ...ตอนนั้นก็คิดว่าเป็นเพราะเรื่องสูบบุหรี่ ผมคิดว่าเขาเกรงใจผมที่ไม่สูบบุหรี่ จะรู้สึกอืดอัด อันนี้ก็เพิ่งมารู้ภายหลังว่า เขาได้จองโรงแรมผ่านบริษัททัวร์ ค่าทัวร์รวมอยู่ในตั๋วเครื่องบินด้วย ก็เลยประหยัดอยู่แล้ว ไม่ได้คิดเงินเพิ่มอะไร เมื่อเก็บกระเป๋าที่พักเรียบร้อย ด้วยความหิวอย่างมากมายของเรา ก็เข้าร้านอาหารในโรงแรมนั่นเอง มื้อแรกในลาสเวกัส ก็เป็นสเต็กไพรมริบ ซึ่งเป็นเนื้อส่วนหนึ่งของวัว ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันมาจากตรงไหน แต่ที่รู้ก็คือรสชาติใช้ได้ ถูกใจคุณทาจิบานะทีเดียว ส่วนตัวผมก็งั้นๆ หละครับ ไม่ชอบกินเนื้อซักเท่าไหร่ จากนั้นผมก็ทำหน้าที่ผู้นำทัวร์กลายๆ ก็เพราะผมเคยมาเมืองนี้เมื่อเจ็ดปีก่อนหน้านี้ ตอนนั้นก็มาร่วมประชุมวิชาการแบบนี้แหละครับ ตั้งแต่สมัยเรียนโทที่จุฬาฯ เริ่มจากเดินทัวร์ใกล้ๆ โรงแรมที่พัก ซึ่งอยู่ใจกลางถนนลาสเวกัสบูโรหวาด หรือเดอร์สตริป นั่นแหละ เดินชมโรงแรมคาสิโนต่างๆ เช่น โรงแรมฟลามิงโก้ ที่อยู่ติดๆ กันเลย มีนกฟลามิงโก้ให้ชมด้วย โรงแรมแบลลิส โรงแรมปารีส ห้าง MM เดิมถ้าผมจำไม่ผิดจะชื่ออลาดิน ที่เป็นไฮไลท์ของวันแรกก็คือดูระบำน้ำพุของโรงแรมเบลลาจิโอ สวยงามไม่ผิดหวังเช่นเคย และอีกจุดหนึ่งก็คือขึ้นไปบนหอไอเฟลของโรงแรมปารีส ซึ่งจำลองมาจากของจริงที่กรุงปารีส ได้ขึ้นไปตอนดึกๆ นะครับ หนาวอย่าบอกใคร แต่ก็สวยมากมาย สำหรับวิวยามค่ำคืนของลาสเวกัส ที่มีแสงสีของโรงแรมต่างๆ เป็นจุดสะดุดตา และก็ยังได้ชมระบำน้ำพุของโรงแรมเบลลาจิโอจากมุมมองตาของนก สวยประทับใจไปอีกแบบ แล้วก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม มาถึงวันที่สองของการเดินทาง ก็คือวันที่ 1เมษายน ได้ฤกษ์เข้าประชุมพอเป็นพิธี ซึ่งอยู่ในโรงแรมซีซาร์ ตรงกันข้ามกับโรงแรมที่พักนั่นเอง หลับได้อีกนะครับ ขนาดนั่งฟังไม่กี่ชั่วโมง สับปะหงกกันทั้งคู่เลยทีเดียว บ่ายแก่ๆ ก็ได้ฤกษ์โดดหนีเที่ยว วันนี้เราเดินกันมาทางเหนือของเดอร์สตริป ชมคาซิโนโรงแรมมิราจ ซึ่งตั้งใจจะไปดูโชว์ปลาโลมา แต่ก็ไม่ทันเพราะมาช้าเกินไป ต่อด้วยโรงแรมเทรเชอร์ไอแลนด์ ซึ่งจะมีไฮไลท์เป็นการแสดงโจรสลัดบนเรือล่าสมบัติหน้าโรงแรมนั่นเอง แต่ก็พลาดอีกเป็นคำรบสอง เพราะเขายกเลิกการแสดง เซ็งๆกันไป สุดท้ายเพื่อไม่ให้กร่อย ก็เดินต่อไปยังสตราโตสเฟีย ซึ่งเป็นหอคอยสูงที่สุดในลาสเวกัส ข้างบนจะมีร้านอาหาร มีร้านขายของที่ระลึกของเมืองลาสเวกัส และที่เป็นจุดเด่นคือสวนสนุกผจญภัย มีสามชิ้น ชื่อ big shock แบบที่เป็นที่นั่งแล้วปล่อยตัวทิ้งดิ่งตามแรงโน้มถ่วงของโลกลงมาอย่างแรงอะนะครับ, insanity เป็นแบบที่นั่งเหวี่ยงตัวออกมาจากนอกอาคารหอคอย และอะไรอีกซักอย่าง ผมก็จำไม่ค่อยได้ ความจำปลาทองได้อีกเรา เสียวกันเข้าไป เสียวกันได้อีกครับ สรุปว่าผมไม่ได้เล่นอะไรซักอย่าง ก็เพราะเป็นโรคขี้กลัวอะครับ ส่วนคุณทาจิบานะเล่น big shock ผมก็นั่งชมวิวในจุดชมวิวที่สูงที่สุด รอกันต่อไป หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินมาราธอนกว่าสามกิโลเมตร มาลงท้ายด้วยอาหาร the roxy ที่ชั้นล่างของหอคอยนี้เอง ที่นี่พิเศษกว่าที่อื่นๆ หน่อยก็คือจะมีการแสดงร้องเพลงสดๆ โดยเด็กเสริฟด้วย แต่ละคนร้องเพลงดีมาก ระดับนักร้องอายกันได้เลยหละครับ... จากนั้นเราก็นั่งโมโนเรล หรือรถไฟรางเดี่ยว กลับมาที่โรงแรมที่พัก และก็มาถึงวันที่สามของการเดินทาง นับว่าเป็นจุดสุดยอดของการท่องเที่ยวเลยทีเดียว คือการไปทัวร์แกรนด์แคนยอน ซึ่งนับเป็นสิ่งมหัสจรรย์ทางธรรมชาติของโลก ในเขตมลรัฐอะริโซน่า ออกเดินทางจากมลรัฐเนวาดาโดยรถบัสไปรับเพื่อนๆ ร่วมทัวร์จากโรงแรมต่างๆ แน่นอนครับ คนญี่ปุ่นทั้งนั้น ไกด์ทัวร์ก็ญี่ปุ่นกันได้อีก ระหว่างทางก็แวะชมวิวเขื่อนฮูเวอร์ ซักเล็กน้อย เขื่อนนี้เป็นเขื่อนคอนกรีตที่เคยใหญ่ที่สุดในโลกมาระยะหนึ่งครับ... คาดว่าปัจจุบันน่าจะตกเป็นรองของจีนไปแล้ว อันนี้เป็นการใช้ความรู้ส่วนตัวเล็กน้อยนะครับ ถูกผิดอย่างไรก็อย่าว่ากันเลย จากนั้นก็มุ่งสู่ปลายทางคือ เทือกเขาที่มีหน้าผางดงาม สีสันสวยสด เปลี่ยนไปตามแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง ต้องเปลี่ยนรถบัสถึงสองครั้ง เพราะความยากเย็นของเส้นทางนั่นเองครับ... คราวนี้นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกไปจากครั้งแรก ที่ผมเคยนั่งเครื่องบินเล็กแปดที่นั่งมาเมื่อการมาเยือนในครั้งก่อน ก็บากบั่นก็เข้าไปนะครับ ได้ไปจุดชมวิวจุดแรกคือสกายวอร์ค ซึ่งก็คือระเบียงพื้นกระจก ยื่นไปจากหน้าผาของแกรนด์แคนยอนนั้นเอง เสียวกันเข้าไปครับ แรกๆ ก็จะกลัวๆ หน่อย ซักพักก็จะชินไปเอง แต่สำหรับเพื่อนร่วมทัวร์ที่เป็นคุณป้ามิซาเอะ แต่งชื่อให้เองนะครับ เกาะขอบระเบียงอย่างเหนียวแน่นกันเลยทีเดียว เสียวแต่ก็อยากลอง อารมณ์ประมาณนั้นครับ ได้ซื้อรูปถ่ายบนสกายวอร์ค มาเป็นที่ระลึกด้วยครับ แพงกันเข้าไป เกือบสามสิบเหรียญ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เกือบหนึ่งพันบาทนั่นเอง ขูดเลือดกันเห็นๆ แต่ด้วยความอยากได้รูปมาเป็นที่ระลึกก็เลยต้องจำทนลงขันกับคุณทาจิบานะ อ้อที่ไม่ได้ถ่ายรูปเองก็เพราะเขาไม่ให้เอากล้องเข้าไปด้วย เรียกว่าหาเงินกันเห็นๆ มีเกร็ดเสริมให้ฟังกันอีกนิดคือ ฟังจากคุณไกด์นำทัวร์ เขาบอกว่า ผู้ที่สร้างสกายวอร์คนี้เป็นคนจีน งงกันละซิครับ ทั้งๆ ที่เจ้าของพื้นดินของแกรนด์แคนยอนเป็นชาวอินเดียนแดง แต่ทำไมให้ชาวต่างชาติมาสร้าง ผมก็งงเหมือนกัน ตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าทัวร์คนจีนมาลงที่นี่เยอะมาก จากจุดแรก ก็มาสู่จุดชมวิวที่สอง เป็นยอดเขาที่เดินจากยอดหนึ่งไปอีกยอดหนึ่งได้ สวยงามมากทีเดียว ทั้งสองจุดนี้ผมยังไม่เคยมาในครั้งที่แล้ว จุดนี้เองเราได้มาลิ้มลองอาหารบุฟเฟต์แบบไม่อั้นของชาวพื้นเมืองอินเดียนแดงนั้นเอง รสชาติออกแนวเม็กซิกัน กินข้าวโพด ทาโก้ แทนข้าวกันได้อีกนะครับ เนื้ออบตุ๋นเครื่องเทศ เนื้อไก่เตอร์กีอบซอสเปรี้ยว ซุปมักกะโรนี รสชาติก็พอทนครับ อร่อยแบบของเขากันไป เมื่ออิ่มหนำสำราญก็มาเดินแบบถ่ายภาพกันซักพัก แล้วก็เดินทางกลับมาที่ลาสเวกัส เย็นนั้นก็กะว่าจะไปชมการแสดงโจรสลัดที่เทรชเชอร์ไอแลนด์อีกครั้ง ก็พลาดกันได้อีก ยกเลิกซะงั้น เป็นเพราะลมแรง จนไม่สามารถแสดงได้ ก็เนื่องมาจากการแสดงต้องมีระเบิดก้อนไฟขนาดใหญ่ เลยต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ จากนั้นก็มาเดินทางตอนใต้ของเดอร์สตริป ชมโรงแรมนิวยอร์คนิวยอร์ค เอ็มจีเอ็ม เดอร์เอสคาริเบอร์ ลักซอร์ และแมนดาเลย์ ที่จะประทับใจที่สุดน่าจะเป็นลักซอร์นี่เอง เพราะรูปทรงปิรามิด และมีลำแสงยิงขึ้นฟ้า ท้าทายสายตานักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว ภายในก็ตบแต่งแบบดินแดนอัยคุปต์ หรืออียิปต์นั้นเอง ลึกลับกันได้อีกนะครับ กลับมาทานอาหารเย็นเป็นบุฟเฟต์ที่โรงแรมทรอปปิคาน่า รสชาติไม่สมกับเมนูเชื้อเชิญในโบรชัวร์เลย มาถึงวันถัดมาเป็นวันที่เราต้องไปนำเสนอบทความวิชาการบ้าง วันนี้ก็เป็นภาควิชาการสักเล็กน้อย ยืนพรีเซนต์กันเมื่อยพอประมาณ เสร็จซักบ่ายสามโมงเย็น ก็โดดออกมาดูปลาโลมา ซื้อของที่ระลึกไปฝากอาจารย์และเพื่อนๆ และทานบุฟเฟต์มื้อเย็นที่โรงแรมที่พักนั่นเอง ค่ำนี้จบท้ายด้วยการแสดงโจรสลัด ซึ่งนับเป็นความพยายามครั้งที่สามกันเลยทีเดียว สมเป็นโจรสลัดจริงๆ เพราะสลัดสะบัดกันตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้ายกันทีเดียว ประทับใจกันไปแบบไม่ค่อยรู้เรื่องนัก และก็มาถึงวันเดินทางกลับ ซึ่งก็คือวันนี้เอง เราต้องออกเดินทางตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า แต่แล้วก็เกิดความร้อนรนขึ้นจนได้ ผมได้ตั้งเวลาไว้ แต่เจ้ากรรมผมดันปิดนาฬิกาปลุกอย่างหน้าตาเฉย ไม่ตื่นซะอย่างนั้น สะดุ้งขึ้นมาอีกที ก็ตีห้ายี่สิบ เวลานัดหมายกับเพื่อน อารมณ์กระโดนตัวโหยงกันเลยทีเดียว...และแล้วก็ลากสังขารมาจนถึงเครื่องบินนอร์ทเวสต์เที่ยวบินที่ NW001 นี้จนได้ ประสบการณ์ครั้งนี้ก็คงจบลงด้วย ณ ตรงนี้ อีกซักพักแอร์สาวใหญ่ก็จะเอาอาหารมาเสริฟก่อนเครื่องลงจอดที่สนามบินนาริตะแล้ว ยังไงก็จะมีเรื่องมาเล่าอีกในโอกาสถัดไป... ขอจบท้ายด้วยข้อความนี้ละกัน "เมื่อยังมีรัก ก็ยังมีความหวัง" ขอมอบแด่ผู้อ่านทุกท่านเลยละกัน...  
ปล. เมื่อกลับมาถึงบ้าน...ได้เปิดจมหมายอิเล็กทรอนิคส์ดู...ปรากฎว่า มีบริษัทญี่ปุ่น คือ Marketing and Technology Knowledgenet Corporation มาเสนอตำแหน่งงาน Postdoc ให้เราทำงานที่แถวๆ ไซตะมะ เป็นระยะเวลา 3 ปี ใจหนึ่งก็สนใจมากๆ แต่อีกใจก็อยากกลับไปสอนหนังสือ ...จริงๆ ก่อนหน้านี้ ก็มีบริษัทวิจัยทางด้านนี้ในอังกฤษ คือ Phonetic Arts (based in Cambridge, England) ก็มาเสนอนำแหน่งงานหลังจบปริญญาเอกนี้เหมือนกัน ตอนนั้นยังวุ่นๆ กับงานวิจัย เลยไม่ได้มีกะจิตกะใจมาคิดอะไร แต่ตอนนี้เริ่มว่าง...จิตใจจึงฟุ้งซ่านมากมาย อย่ากระนั้นเลย กลับไปตอบแทนแผ่นดินเกิด ดีกว่า โอกาสข้างหน้ายังมีให้เลือกอีกมากมาย...  

สกายวอร์ค...แห่งแกรนด์แคนยอน
March 19

TST_PARTY_9FEB2008

เดือนนี้ก็เป็นเรื่องของการเตรียมตัวไปร่วมประชุมนานาชาติที่โตเกียวและลาสเวกัส บ้างก็สาละวนอยู่กับการเตรียมโปสเตอร์สำหรับการนำเสนอในงานประชุม... บ้างก็เตรียมเอกสารขอวีซ่า เตรียมเนื้อหาสาระที่จะไปนำเสนอ... แต่ที่หลักๆ กลับไปอยู่ที่การจัดปาร์ตี้... และเล่นเทนนิส...  

เขาว่าเราเป็นเจ้าพ่อสุซึคาเคได กะ เจ้าแม่โอกายาม่า... 555
เรื่องเล่าคราวนี้ก็คงไม่เน้นเนื้อหาสาระอะไร...เพราะปรกติก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว... ก็เลยจะนำเสนอบรรยากาศงานปาร์ตี้ตำซั่ว...ครับผม เป็นการช่วยกันทำอาหารไทยเป็นประจำทุกสัปดาห์ สัปดาห์นี้ออกจากไปในแนวอีสานเล็กน้อย...คือทำอาหารรสแซบ อันได้แก่ ส้มตำ ไม่ใช่สิ มันคือตำซั่ว คือเราใช้เส้นโซเมงซึ่งหาซื้อได้ง่ายในญี่ปุ่น มาทำเป็นเส้นขนมจีน แล้วก็ผสมกับแครอท..ภาพมันก็เลยออกมาน่ากินอย่างที่เห็น นอกจากนั้นก็มี ลาบหมู ซึ่งก็ต้องเตรียมข้าวคั่วกันเป็นชั่วโมง.... ไก่อบ อันนี้ค่อนข้างง่ายหน่อย คือทำการหมักไก่แล้วก็อบด้วยไมโครเวฟ... อย่างต่อไปคือทอดมันปลาแซลมอน... เราใช้เนื้อปลาแซลมอนมาสับแทนเนื้อปลากรายที่ไม่รู้ว่าจะไปหามาจากไหนได้ ฝีมือการสับจากท่าน ดร.นุ้ย ทีเดียวเลยครับ... และอย่างสุดท้าย ก็คือเมนูเรียกร้องจากท่านด๊อกเตอร์นุ้ยอีกนั่นแหละ คือไข่เจียวหมูสับ... แม้ว่าจะสิ้นคิด แต่กลับเป็นจานที่หมดก่อนเป็นจานแรกซะง้าน.... ทำเอาพ่อครัวใหญ่ปวดตับไปเล็กน้อย... วันนั้น น้องๆ ช่วยกันทำอาหารอย่างสนุกสนานเฮฮา...อันนี้คิดเอาเอง...เพราะผมได้แต่สั่งอย่างเดียว.... กลายเป็นพ่อครัวเผด็จการเล็กๆ แต่ก็นะ... ไหนๆ ก็แก่ที่สุดแล้ว ก็ขอสั่งๆ บ่นๆ หน่อยละกัน...  

ดูดีมีชาติตระกูลไหมครับ

เราเน้นรูปลักษณ์สีสันของอาหารเป็นหลักครับ...รสชาติอีกเรื่องนะครับ
หลังจากจัดการกับอาหารรสเลิศ..อันนี้คิดเอาเอง...ก็ได้เวลาออกกำลังกายด้วยการบริหารมือ คือกีฬาอูโน้น้ำครับ... ดูลีลาสมาชิกกันเองละกันนะ.... 

เรามาเป็นแชมป์กันสองคนละกันนะ...ซีซังและจอนซัง

February 29

คำถาม...ที่ยากจะตอบ

หลังจากที่งานวิจัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว...
เปเปอร์ตีพิมพ์ครบแล้ว...
ช่วงนี้ก็เลยอยู่ในภาวะสูญญากาศ... คือไม่ค่อยมีงานทำ...
จะเขียนวิทยานิพนธ์ก็ยังขี้เกียจ... เหลือเทอมหน้าอีกตั้งเทอม...
เลยกะว่าเดือนหน้าถึงจะเริ่มจรดปากกา...
รีบเขียนก่อนเดี๋ยวเนื้อหามันจะบูดซะก่อน...
จะไปเที่ยว ก็รอเพื่อนคนนั้นคนนี้อยู่...
ช่วงนี้ก็เลยยึดการจัดปาร์ตี้รายสัปดาห์เป็นอาชีพไปก่อน... 
 
วันนี้.... อาจารย์โคบายาชิมาถามผมว่า...
เรียนจบเอกแล้วมีตำแหน่งงานหรือยัง...อาจารย์จะหาตำแหน่ง PostDoc.ให้ทำ...
ใจหนึ่งก็ดีใจว่า.. อาจารย์อยากได้เราไว้ทำงานต่อ...
แต่เราก็ได้แต่บอกความจริง ที่ไม่อยากจะบอกว่า
เรามีงานแล้ว คือต้องกลับไปเป็นอาจารย์ต่อที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์...
ตอนนี้เราลามาเรียนแบบรับเงินเดือนด้วย...
อาจารย์ก็อุตส่าห์ถามด้วยความเป็นห่วงว่าตำแหน่งของเราจะมีการโปรโมทเป็น Professor ด้วยไหม...
ท่านคงคิดว่าเราเป็นอาจารย์ธรรมดา...ไม่สามารถขยับเป็นตำแหน่งศาสตราจารย์ได้
เราก็ตอบไปตามตรงว่า มีการโปรโมทตามปรกติคือ เป็น ผศ. รศ. และ ศ.
โดยต้องทำงานวิชาการ เช่น เอกสารประกอบการสอน งานวิจัย และตำราเรียน...
 
อาจารย์ก็บอกว่าโอเค...
เราก็อืม... ขอบคุณแบบยิ้มๆ ไป....
 
ใจเราไปอยู่เมืองไทยแล้ว.... อาจารย์อย่ารั้งผมไว้เลย...
กลับไปสอนหนังสือ...สบายใจกว่านั่งทำวิจัยทั้งวันเยอะเลย...
 
ขออนุญาต บันทึกประโยคทองของอาจารย์โคบายาชิไว้...
เพราะกลัวลืม... เนื่องจากประทับใจแบบสุดๆ  
"I think you have already attained the doctoral degree."
18-2-2008 By PROF.TAKAO KOBAYASHI
 
February 24

เรื่องเล่างานอำลาบัณฑิต..โตโกได

และแล้วก็เสร็จสิ้นไปด้วยดีสำหรับงานแฟร์เวลปาร์ตี้ในวันเสาร์ที่ 23 กพ ที่ผ่านมา...
หลังจากได้รับการสถาปานาให้จัดงานอำลาผู้จบการศึกษาของนักเรียนโตโกไดในภาคการศึกษานี้...
เพราะเราจะจบการศึกษาในภาคการศึกษาถัดไป...
รู้สึกหนักใจหลายๆ เรื่องมากทีเดียว...
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่...เรื่องทำสไลด์ของบัณฑิตผู้จบการศึกษา
เรื่องอาหารการกิน... สำหรับคนสามสี่สิบคน....
ทำเอาต้องกุมขมับอยู่หลายเพลา...
โชคดีมากๆ ที่มีน้องๆ ทั้งที่เป็นทีมงานและไม่ใช่ทีมงาน...มาช่วยงานอย่างขยันขันแข็ง...
จากที่หนักหนาสาหัส...ก็กลายเป็นเหน็ดเหนื่อยแต่สนุกสนานไปทันใด...
น้องทีมงานตั้งแต่น้องวิทย์ น้องแนน น้องนพ น้องเซียม น้องนัท ช่วยเตรียมการก่อนล่วงหน้าได้อย่างดีเยี่ยม...
ส่วนน้องที่ไม่ใช่ทีมงาน และมาช่วยด้วยใจ...ไม่ว่าจะเป็นน้องโจ้ น้องจอน น้องแว่น น้องหนึ่ง น้องซี น้องพง น้องหนึ่งหญิง น้องก้อย
รู้สึกประทับใจ และซาบซึ้งสุดๆ ไม่รู้จะอธิบายให้ฟังได้อย่างไร.... ได้แต่บอกว่า ขอบใจจริงๆ
 
การเตรียมการเริ่มจากซื้อข้าวของ ไม่ว่าจะเป็นของกิน เครื่องดื่ม และอุปกรณ์จานชามต่างๆ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22
มีน้องๆ มาช่วยหิ้ว แบก ลาก ก็เหน็ดเหนื่อยไปพอประมาณ... แล้วก็ไปเตรียมเครื่องปรุงอาหารที่บ้านน้องโจ้...กว่าจะเสร็จก็สี่ห้าทุ่ม
เช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้ฤกษ์ลงไม้ลงมือ ทำอาหารกันตั้งแต่แปดโมงเศษๆ มีน้องๆ มาช่วยอีกเช่นเคย...
แต่ก็เต็มไปด้วยความโกลาหล... เพราะมันใช้เวลามากกว่าที่คิดไว้.... เลยต้องเร่งรีบกันพอสมควร....
อาหารก็มีตั้งแต่ ข้าวผัดธรรมดา ข้าวผัดกะปิทรงเครื่อง มรกตเจี๋ยน ไก่ทอดกรอบ ไข่ต้มราดน้ำยำ และสุดท้ายก็คือยำไข่ดาว...
รสชาติก็พอทนครับ...อร่อยถูกปากบ้าง ไม่ถูกปากบ้าง... ก็กินๆ กันไปครับ...
หลังจากงานเลี้ยงเลิกลา...บางส่วนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน...
แต่ส่วนใหญ่ยังไปออกกำลังกายกันต่อ....
ตั้งแต่เล่นฟุตซอล เล่นเทนนิส และถ่ายรูป...เป็นการรวมตัวกันครั้งแรกของชมรมในโตโกไดเลยทีเดียว....
 
หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมกีฬา ส่วนใหญ่ก็เดินทางกลับ หรือไปเที่ยวต่อกัน....
ส่วนผมและทีมงานบางส่วน ได้แก่น้องโจ้ น้องหนึ่งหญิง น้องจอน น้องพง และน้องก้อง ก็กลับมาเก็บกวาดสถานที่เตรียมอาหาร....
ซึ่งก็คือบ้านน้องโจ้...เรียกว่าห้องครัวเลอะเทอะกันมากมาย.... แต่ช่วยกันทำความสะอาดซักพัก ก็เสร็จเรียบร้อยดี...
กินสุกี้ตบท้าย สำหรับอาหารค่ำ.... และแน่นอนไม่พลาดสำหรับกิจกรรมบริหารนิ้วมือคือไพ่อูโน้และป๊อกเด้ง...
ค่ำคืนนี้ก็จบลงด้วยการกลับมานอนหลับไหลอย่างเป็นตาย...โดยมิได้อาบน้ำอีกเช่นเคย....ที่ห้องแลบในมหาวิทยาลัย
 
ขอเล่ากิจกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ย้อนหลังซักเล็กน้อย...
สัปดาห์ก่อน ได้มีโอกาสไปร้องคาราโอเกะเพลงไทยกับน้องอ้วน...ว่าที่นายกสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น...พี่ปรเมษ และน้องๆ แก๊งซ์ซีหนึ่งพงแว่น...
เรียกว่าร้องเพลงไทยๆ กันจนหายอยาก... ร้องกันแบบมาราธอน...คือตั้งแต่เที่ยงคืนยันหกโมงเช้า...ทำเอาเจ็บคอก็เลยทีเดียว....
ได้พูดคุยกับพี่ปรเมษผู้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ บางเขน.. เอากันเต็มยศเลยทีเดียว...
พี่เมษเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยม...ฟังเก่ง คุยเก่ง... และให้คำแนะนำได้ยอดเยี่ยม...สมเป็นอาจารย์จริงๆ
กลับไปไทยปลายกันยายนนี้ คงต้องไปคาราวะพี่เมษที่บางเขนเป็นการส่วนตัวแน่ๆ
 
วันอาคารที่ 19 ... เพื่อนจากฮอกไกโด...คือท่านอ้น...หนุ่มหล่อไร้พันธะหรือเปล่า...จากเกาะตอนเหนือ...ได้เดินทางมาโตเกียว..
เพื่อพาครอบครัวท่องเที่ยวในแดนปลาดิบนี้... ในฐานะสหายเก่า...ผมและท่านป๊อบจึงนัดท่านอ้นมากินข้าวกลางวันกันแถวๆ สถานีทาคาดะโนะบาบะ...
กลางโตเกียวกันเลยทีเดียว.... ทำเอาผมต้องตื่นแต่สาย...เพื่อเดินทางเข้ากรุง...ไปแจมสมาคมเพื่อนเก่าในครั้งนี้....
ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ หลายเรื่องหลายราว... ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมุ้งการเมือง แบบไม่มีหยุด....ตั้งแต่เที่ยงยันบ่ายสี่โมงเย็นเห็นจะได้....
เรียกว่าคุยกันจนหายคิดถึงไปเลย... เอ....ได้ข่าวว่าผมกับป๊อบจะถือโอกาสไปถล่มฮอกไกโดในเร็ววันนี้...คงต้องไปพึ่งใบบุญหนุ่มอ้นซักหน่อยละครับ....
ตอนนี้ก็ได้เวลาสายพอสมควรแล้ว... ขอสิ้นสุดบันทึกเดือนกุมภาพันธ์ไว้เพียงเท่านี้...โปรดติดตามตอนต่อไปเร็วๆ นี้ครับผม
 
January 16

ฉลองขึ้นปีใหม่..จากไทยสู่ญี่ปุ่น

 

เรื่องเล่าจากบ้านกรูด

สวัสดีปีใหม่ 2551

ผ่านมาแล้วกับการฉลองปีใหม่ เราได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านมา แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ  แต่ก็ได้ทำอะไรมากมาย จนต้องขอเอามาเล่าไว้ในบันทึกฉบับนี้...  วันแรกได้กลับไปนอนบ้าน ได้กินข้าวกับพ่อและพี่ เป็นครั้งแรกในรอบสองปีกว่าๆ นับจากที่ลูกๆ แยกย้ายกันไปเรียนต่อ  จากนั้นก็ไปเยี่ยมป้า ที่ไม่ค่อยสบายอยู่ ขอให้ป้านิดหายป่วยไวๆ นะครับ...  เช้าวันเสาร์ได้ไปเซนทรัลเวิร์ด ไปพบเพื่อนๆ คุยกันหลายชั่วโมง สนุกสนานกันมากมาย

วันจันทร์เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนร่วมงานที่ศรีราชา ได้ทานอาหารอีสานที่คิดถึงอย่างมากมาย... และตอนเย็นๆ ก็ได้ท่องเที่ยวเริ่มจากชลบุรี บางแสน ศรีราชา ยันพัทยา... กว่าจะกลับมานอน เกือบเช้าซะง้าน... ช่วงกลางสัปดาห์ได้ไปสำรวจบ้านกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับพี่แพ๊ต ระหว่างทางได้มีโอกาสไปไหว้คุณตาทองหล่อ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ วัดตรีทศเทพ แถวราชดำเนิน ... จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่อ.บางสะพาน เพื่อไปติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด ที่แม้ว่าจะถูกยกเลิกโครงการไปแล้ว... แต่ความเจริญที่ถูกยัดเยียดสู่อ. บางสะพานนั้น ยังไม่จบสิ้นลง ยังมีโครงการยักษ์ของโรงถลุงเหล็ก และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ผุดขึ้นที่บ้านแม่รำพึงติดๆ กันกับบ้านกรูดนั่นเอง มีมาไม่หยุดหย่อน ท้าทายความธรรมชาติที่มีลมหายใจอันอ่อนแรง ที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นลมไปวันไหน... ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่หน่อย จินตนา แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติในอำเภอบางสะพาน และชาวบ้านผู้หวงแหนบ้านเกิดทุกคนนะครับ... จากการเดินทางไปครั้งนี้ พบว่าธรรมชาติในบริเวณประจวบคึรีขันธ์นี้ จะสวยงาม สงบเงียบ ไปแปลกใจเลยที่ทำไมชาวบ้านที่นี่จึงหวงแหนมากมาย ขากลับได้มีโอกาสแวะที่ตัวจังหวัดประจวบฯ ด้วย เรียกว่าเรียบชายทะเลกันเลย... ตื่นตาตื่นใจคนต่างแดนอย่างผมมากๆ คาดว่าคงจะได้ไปเยี่ยมเยียนอีกแน่นอนครับ 

ปลายสัปดาห์ก็ได้ซื้อของฝากกลับมาที่ญี่ปุ่น.... งานการที่ยังคั่งค้างยังคงไม่ได้รับการตอบสนอง.... คาดว่ากลับมาถึงญี่ปุ่นจึงจะได้รับการเหลียวแล แต่ที่จริงแล้ว วันนี้งานการก็ได้รับการสะสางไปเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการส่งบทคัดย่อไปในเวิร์คช๊อบของ IEICE, ลงทะเบียน ICASSP'08, เคล็มไมล์สะสมของ NWA WorldPerks, และอื่นๆ อีกมากมาย....  

สุดท้ายครับ....หลังจากกลับถึงญี่ปุ่นยังไม่ทันหายเหนื่อย ปาร์ตี้กันได้อีกครับท่าน....  พี่น้องมากันครึกครื้นทีเดียว... อาหารฉลองปาร์ตี้ต้อนรับปีใหม่นี้ก็ง่ายๆ ไม่ยากเย็นอะไร เริ่มจากของหวาน ข้าวโพดอบเนย กล้วยบวชชีใส่ไข่ ตบท้ายด้วยของคาว ได้แก่ปลาดิบ ไส้กรอกอีสาน ไส้อั่ว ยำไข่ดาว ต้มจืด ... และก็หากำไรคืนจากการเล่นไพ่ ยังได้อีกนะครับพี่น้อง...

December 24

เรื่องเล่าจากปักกิ่ง

เมื่อวันที่ 14 -19 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา... ได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองจีน ย่ำแดนมังกร... มีความสุขปนเหนื่อยมาเล่าสู่กันฟังครับ เริ่มต้นจากการออกเดินทางจากแคมปัสที่สุซึคาเคได... มันแต่ลีลาไปหน่อย ตกรถด่วนซะง้าน เลยทำให้เกิดความตื่นเต้นว่าจะไปทันเครื่องบินหรือไม่ เป็นครั้งที่สอง เกือบมาแล้วก็ไม่เคยจำ ยังคงความแน่นอนไว้ได้อีกเรา...  แต่แล้วทันเวลาจนได้... โดนเจ้าหน้าสายการบิน Northwest บ่นเล็กน้อย... บ่นได้อีกครับ... ทนได้... พอขึ้นเครื่อง ก็มีเหตุผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งป่วย จนต้องเชิญผู้โดยสารที่เป็นคุณหมอมาตรวจว่าสามารถเดินทางได้หรือไม่ ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเศษ ในที่สุดเธอก็ต้องลงไปพร้อมครอบครัว....  เมื่อพวกเรามาถึงสนามบินที่ปักกิ่ง อ้อ พวกเราในที่นี้ก็มีเพื่อนๆ สี่คนจากฮิโตได โตได รวมทั้งโตโกได   ก็มีรถตู้ของทางโรงแรมมารับ  และเวลานั้นก็ดึกพอสมควรแล้ว นอนพักเพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้เริ่มต้นทัวร์แดนมังกรได้อย่างเต็มที่  
วันแรกสำหรับการทัวร์ ตอนเช้าแปดโมงเศษ รถตู้ของบริษัททัวร์ รวมถึงเพื่อนๆ จากเมืองไทยอีกสามคน ก็มารับพวกเราเพื่อไปจุดหมายแรกก็คือ อาหารเช้าที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง อาหารเช้าหลากหลายมาก ซัดกันไปเต็มคราบ แล้วจึงไปไหว้นมัสการ หยงเหอกง ในวัดลามะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักด้วยไม้จันท์หอม ที่ใหญ่ที่สุด จากนั้นก็ไปชมประตูเมือง ซึ่งมีหมีเซียะ สัตว์มงคล สลักจากหินหยก จำหน่ายอีก ช่วงบ่ายก็เดินทางไปนมัสการพระเขี้ยวแก้วพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งออกไปทางเหนือของปักกิ่ง นั่งรถเป็นชั่วโมงเลยครับ... หลับได้อีกนะพวกเรา... ตกค่ำ เราก็มาชมโชว์อันตระการตา ปักกิ่งไนท์โชว์ ซึ่งเป็นการแสดงฟ้อนรำ ผสมกายกรรมเล็กน้อย... เพลินตามากทีเดียว... ที่นี่เองเราก็เฝ้ารอใครบางคนที่อยากเจอ... แต่ก็พลาดกันครับ... กลับมาพักโรงแรมด้วยความผิดหวังเล็กน้อย... และตั้งความหวังว่า วันต่อๆ ไปคงจะได้มีโอกาสเจอเจอกัน...
เช้าวันที่สอง เริ่มต้นด้วยการไปจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่กว้างขวาง จุผู้คนได้หนึ่งล้านคน...  และที่นี่เอง ที่เราได้พบกับคนที่เราอยากเจอ ... ไม่ต้องห่วง ถ่ายรูปกันจนหนำใจ ด้วยความเนียน  และก็เดินต่อไปยังพระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้าม ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ราชวงศ์หมิง หรือราชวงศ์ชิง รวม 24 รัชกาล ประกอบด้วยห้องต่างๆ ถึง 9999 ห้อง บนเนี้อที่ 72000 ตารางเมตร...  ช่วงบ่ายก็ต่อด้วยพระราชวังฤดูร้อน ซึ่งเป็นพระนางซูสีไทเฮา โปรดปรานมาก ที่เราเองเราได้ลงไปเดินบนทะเลสาบคุนหมิง ซึ่งใช้แรงงานคนขุด มันกว้างใหญ่มหาศาลจริงๆ น้ำในทะเลสาบกลางเป็นน้ำแข็งเกือบทั้งหมด มันจึงกลายเป็นสนามเด็กเล่นให้พวกเราได้ไปลื่นไถลกันเป็นเด็กไปเลย  สำหรับดินที่ได้จากการขุดนั้น ถูกนำมาถมเป็นภูเขาได้เป็นลูกๆ เลยครับ... มีภาพมาให้ดูกันด้วย... อาหารค่ำนั้น ก็ได้ชิมเป็ดปักกิ่ง เป๋าฮื้อเจี๋ยน คิดว่าอร่อยพอใช้ได้เลยทีเดียว....ก่อนนอนเราได้ไปดูกายกรรมปักกิ่งอันมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ใช้เวลาชมประมาณชั่วโมงเศษ  และแล้วก็กลับไปฉลองกันเปเปอร์ของผมที่ได้รับการตอบรับที่โรงแรม พร้อมๆ กับเยี่ยมบ้านNT ที่พันทิปกันได้อีก...
วันที่สาม ... กำแพงเมืองจีนคือเป้าหมายแรกของเรา บริเวณที่เรามาเรียกว่าด่านซูยกวนหรอจิยงกวน ใช้ผู้คนนับล้านสร้างขึ้นในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้  ตอนสายๆ เราก็ไปถึง และก็บังเอิญได้พบกันกับคนที่เราอยากพบ... ถ่ายรูปกันจนเอมใจ ได้ช็อตเด็ดกันมาเพียบ... ไม่ธรรมดาจริงๆครับ พวกเรา บ้ากันได้อีกครับ... ช่วงบ่ายไปเดินลานสกี แต่ก็ไม่มีใครอยากเล่น จึงกลับไปเตรียมช้อปปิ้งที่ถนนคนเดิน... และเราก็ได้มาเจอคนที่เราอยากเจอโดยบังเอิญอีกแล้ว... เดินกันจนขาลาก แต่ผมก็ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาเลย... และแล้วเราก็กลับมาท่องเน็ตต่อกันได้อีกหนึ่งคืน...กว่าจะได้นอน ตีสามก็แล้ว ตีสี่ก็แล้ว... ดึกกันได้อีกครับ...
วันที่สี่... ตอนเช้าก็มาชมหอฟ้าเทียนถาน ได้ชมพลับพลาเทียนถานหรือหอบวงสรวงเทวดา ซึ่งกษัตริย์จีนใช้เป็นที่บวงสรวงฟ้าดิน และต่อด้วยการช้อปปิ้งที่ตลาดรัสเซีย ....และผมก็ยังคงคอนเซ็บท์นั่งหลับได้อีกครับ...ช่วงเย็นเราก็ไปทานปูขนนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันก็คือปูธรรมดาๆ นี่เอง... และค่ำนั้น เวลาที่รอคอยก็มาถึง... เราก็เนียนเข้าไปชมคอนเสิร์ตเฉพาะกิจที่โรงแรมที่พักจนได้... ที่นี่เอง เราได้เก็บบรรยากาศกับคนที่เราอยากพบ ได้เต็มอิ่มกับเพลงเพราะๆ ได้ทำสิ่งที่อยากจะทำ ได้ร้องเพลงที่อยากร้อง ได้สัมผัสกับความจริงที่ว่า ความแน่นอนคือความแน่นอน เป็นการปิดฉากการทัวร์ปักกิ่งที่มีความสุขมากมาย...เกินคำบรรยายจริงๆ ไม่ผิดหวังเลยที่ได้มาเที่ยวในครั้งนี้..... 
December 04

โคโยที่ภูเขามิตาเกะ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันที่เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส
แต่ก็เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนานและความประทับใจในหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง
เริ่มจากเช้าตรู่วันเสาร์ ออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเศษๆ เพื่อไปสถานีรถไฟนางาซึตะ
อันเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางไปสู่ภูเขามิตาเกะ เพื่อไปดูโคโย หรือใบไม้แดง
อันเป็นเครื่องหมายสำคัญของการก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มที่
นัดน้องๆ ชมรมเทนนิสไว้หลายๆ คน แต่เมื่อไปถึง ก็พบแต่น้องโจ้ กับน้องหนึ่ง
บางคนยังไม่ตื่น บางคนก็ไปเอง  แต่แล้วก็มีความผิดพลาดเล็กน้อยคือ ลืมกุญแจบ้านซะงั้น
ทำให้มีความกังวลบ้างเล็กน้อย...แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ... คิดว่าคงลืมไว้ที่ชั้นวางของเหนือเตียงนอน
พวกเรายังคงเดินทางกันต่อไป...
ระยะเวลาประมาณเกือบสองชั่วโมง เราก็ไปถึงสถานีปลายทาง...สถานีมิตาเกะ
ได้พบเพื่อนร่วมทริป รวมทั้งสิ้น 16 คน เป็นนักเรียนไทย...จากสองสถาบันการศึกษาคือ
สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว มหาวิทยาลัยโตเกียว
จากนั้นก็เริ่มเดินทางโดยรถบัสและกระเช้าไฟฟ้า
เพื่อมุ่งสู่ยอดเขามิตาเกะ...
ระหว่างทางก็ได้ทำความรู้จักเพื่อนร่วมทริป คนแรกก็คือ เบิ้ม เพื่อนป.ตรี อยู่โยธา แต่ก็จำกันไม่ได้
เป็นอาจารย์อยู่เกษตรบางเขน...เป็นบทพิสูจน์ความกลมของโลกใบนี้ได้ดีทีเดียว ส่วนต๋องอยู่ไฟฟ้านะครับ...
พี่เต็ม พี่เมศ อาจารย์เกษตรทั้งนั้น ... ทริปนี้อาจารย์เกษตรปาเข้าไปสี่คน รวมผมด้วย
อาจารย์เชียงใหม่ก็ใช่น้อย มีน้องวิน น้องเปิ้ล...
เราได้แวะไหว้พระที่ศาลเจ้าระหว่างทางขึ้นเขา...
กิจกรรมหลักระหว่างการเดินทางคือการพูดคุยและถ่ายรูปผู้ร่วมเดินทาง และวิวทิวทัศน์กันไปตลอดทาง
แต่แล้วพวกเราก็ได้มาสะดุดเอาร้านก๋วยเตี๋ยวโซบะ...
เส้นโซบะทำกันสดๆ โดยพ่อครัวสูงอายุ..บนโต๊ะหน้าร้านเลยทีเดียว
ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านน่าจะอยู่ที่เนื้อที่ใช้เป็นเนื้อเป็ดเป็นหลัก
จากนั้นอิ่มหมีพลีมัน...พวกเราก็ตะลุยขึ้นเขาลงห้วยเพื่อมุ่งหน้าไปยังสวนหินในอีกซีกหนึ่งของหุบเขา...
เหนื่อยเหน็ดสาหัสจริงๆ... ทั้งเส้นทางที่ยาวไกล ขรุขระ และอันตรายเพราะข้างทางจะเป็นเหวลงไป...
เวลาผ่านไปรวดเร็ว...เรามานั่งพักกันที่ลำธารของน้ำตกในหุบเขาระหว่างทาง
ดูธรรมชาติไป  กินอาหารที่แบกขึ้นไป ก็สนุกสนานไปอีกแบบ
ความสวยงามของธรรมชาติ..อาจจะไม่ได้มาจากสีสันของใบไม้ที่แดงเข้ม
แต่มาจากความเขียวสดของใบสน และสีเก่าๆ ผุๆ ของกิ่งไม้ใบหญ้า
นี้อาจจะเป็นความงามที่ซ่อนอยู่อีกมุมของโลกใบนี้
เนื่องด้วยเวลาที่มีจำกัด เราคาดว่าคงไปไม่ถึงสวนหินดั่งที่ตั้งใจไว้แน่แล้ว...
ซักพักพวกเราจึงตัดสินใจเดินทางกลับ...แต่
ระหว่างทางกลับนั้น เรากลับได้สมาชิกเพิ่มอีกหนึ่งคน คือน้องแว่นที่เดินทางมาสมทบทีหลัง
ไม่น่าเชื่อว่าน้องแว่นจะตามมาคนเดียว...อย่างนี้ต้องขอแสดงความนับถือ
ทริปวันแรกจบสิ้นลงด้วยการแยกย้ายกลับบ้าน...ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยหล้าเต็มทน
ในส่วนวันอาทิตย์.. เป็นวันที่เราได้ไปแสดงความรักต่อในหลวงของเราที่วัดปากน้ำญี่ปุ่นที่นาริตะ
โดยอาศัยไปกับรถบัสของสถานทูตที่สถานีเมกกุโระ
สมาชิกวันนี้เหลือแต่ชมรมเทนนิส คือน้องโจ้ น้องหนึ่ง น้องแว่น ...
สถานที่ค่อนข้างไกลจากฝั่งที่พักอาศัยของพวกเราอยู่มาก
เลยต้องอาศัยความเมตตาจากน้องเปิ้ลที่ได้โควต้าที่นั่งรถบัสมาจากสถานทูต...
เมื่อไปถึง...พวกเราก็ได้ทานอาหารกันในทันทีโดยมิได้ให้ใครเชื้อเชิญ...
เป็นอาหารไทยที่ชอบๆ กันเช่น ลูกชิ้นเนื้อ-ไก่ ทอด ไส้อั่ว ห่อหมก หมึกย่าง น้ำตก ผัดกะเพรา
ก๋วยเตี๋ยว และอื่นๆ มากมาย ทุกอย่างฟรีครับ... ไม่เสียเงิน... ทางสถานทูตออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ในงานวันนั้น...มีการสวดมนต์ ร้องเพลงถวายแด่ในหลวง มอบของที่ระลึกให้กับผู้ที่บำเพ็ญประโยชน์ให้กับคนไทยในญี่ปุ่น  และก็จบด้วยการถ่ายรูป...
ช่วงบ่าย...เดินทางกลับมาที่สถานทูตในกรุงโตเกียวครับ...มารับน้องพงที่สถานีเมะกุโระ...
เพื่อจะไปเดินทางไปฉลองวันเกิดน้องโจ้ที่ร้านอิซะกะยะหรือร้านเหล้านั่นเอง...
เรามุ่งหน้าไปเก็บบรรยากาศที่ฮาราจูกุ ตามความประสงค์ของน้องๆ
เดินผ่านสวนโยโยงิ และไปถึงปลายทางที่ชิบุยะ...แหล่งวัยรุ่นอีกแหล่งหนึ่งในโตเกียว
ที่ร้านอาหาร เราไปสมทบกับสมาชิกหลักคือเพื่อนๆ น้องโจ้ ได้แก่น้องนัท น้องวี น้องโอม น้องโบ้ท
โดยอาหารจะหนักไปทางกับแกล้มเป็นหลัก เช่นปลาดิบ หมึกย่าง เนื้อสลัด ไก่ทอด เป็นต้น
และแล้วก็ถึงเวลาสามทุ่มก็ได้เวลาแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน...
นับว่าเป็นสัปดาห์แห่งการผจญความเหน็ดเหนื่อยจริงๆ...แขนขา เนื้อตัว เมื่อยมากมายครับผม...
November 28

ฉันดีใจที่มีเธอ...ทัวร์ยุโรป

 
    
ฉันดีใจที่มีเธอ...ภาคพิเศษ TONG

หล่อแบบเบลอๆ ...

November 22

แด่คุณตาทองหล่อ ไตรรัตน์ ครูดาบผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อสองวันที่ผ่านมา ผมได้ข่าวจากน้องสรณ์....
ถึงการจากไปของอาจารย์ทองหล่อ ไตรรัตน์...
หรือที่พวกเราเรียกท่านว่าคุณตา... ครูดาบแห่งสำนักดาบศรีไตรรัตน์
ผมได้อ่านข้อความที่ส่งมาแล้ว.. ก็ตกใจ.. และทำอะไรไม่ถูก...
พอตั้งสติได้ ก็ส่งข่าวให้เพื่อนโอ๊ต ช่วยเป็นตัวแทนไปช่วยงานคุณตา...
.... เมื่อสิบสามปีก่อนนี้... ผมได้เข้าชมรมกีฬาฟันดาบที่จุฬาฯ
และก็ได้ก้าวเข้ามาสู่วงการกีฬาฟันดาบไทยอย่างเต็มตัว...
และก็มีโอกาสได้รู้จักคุณตา... โดยการแนะนำของรุ่นพี่..
จากนั้นผมและเพื่อนก็ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์คุณตา...
ภายใต้สำนักดาบศรีไตรรัตน์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...
คุณตาได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการไหว้ครู การรำดาบ
การป้องกันตัว เทคนิคการฟันดาบไทย ดาบสากล... รวมถึงดาบจัมบาระ..ดาบซามูไรของญี่ปุ่น
ได้เคยติดตามคุณตาไปเป็นกรรมการตัดสินกีฬาไทยที่สนามหลวง...
ได้เคยติดตามคุณตามาแข่งขันกีฬาจัมบาระที่ญี่ปุ่น...
ได้เคยเป็นลูกทีมฟันดาบสากลในนามทีมชาติไทย... ที่มีคุณตาเป็นโค้ช
และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน...
ภาพต่างๆ ได้ปรากฎชัดขึ้นมา เป็นฉากๆ ...
ความคิดถึง อาลัยอาวรณ์ ไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป...
ผมได้แต่อธิษฐานให้คุณตา.. พักผ่อนให้สบาย... และไปสู่สุคติ
หากชาติหน้ามีจริง ผมขอให้ได้มาเป็นลูกศิษย์คุณตาในทุกๆ ชาติไป...

November 12

จัมบาระ... กีฬาซามูไร

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้เป็นวันว่างๆ หลังจากการปั่นงานในช่วงระยะเวลาสองเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา ก็เลยอยากถ่ายทอดเรื่องราวบางอย่างให้เพื่อนๆ ได้ฟัง... หากจะว่าไป ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา การใช้ชีวิตยังคงเรียบง่ายเช่นเคย มีเวลาว่างๆ ก็ไปออกกำลังกายบ้าง ช้อปปิ้งบ้าง... เดินห้างเฉยๆ ครับ ไม่ได้ซื้ออะไร หลักๆ จะอยู่ที่การติดตามข่าวสารบนบอร์ดพันทิป ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกไหม ก็อ่านข่าวคราว บ้านเมือง ดารา ประสาวัยรุ่นตอนปลาย แต่ในสังคมบอร์ดพันทิปก็ทำให้ได้รู้จักผู้คนกลุ่มหนึ่ง... ได้นัดพบกัน ออกไปทานข้าว... พูดคุยสนุกสนาน เหมือนรู้จักกันมาเนิ่นนาน อีกเดือนเศษๆ ผมกะว่าจะเดินทางกลับไทย ไปเยี่ยมบ้านซักหน่อย อีกเหตุผล ที่ไม่อาจจะเอื้ยนเอ่ยให้ป๊าฟังได้ ก็คือ จะไปนัดพบเพื่อนๆ ในบอร์ดนี้นั่นเอง มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่ดูมีเหตุผลเท่าไหร่นัก ออกจะทำตามอารมณ์มากพอสมควร... แต่ก็ทำไปแล้ว... และคิดว่าจะทำให้ดีที่สุด กับทุกๆ คน อยากให้สบายใจกันทุกๆ ฝ่าย จริงๆ ไม่ได้เจอครอบครัวครึ่งปีกว่าๆ ป้าก็ไม่ค่อยสบาย ก็ควรไปเยี่ยมบ้าง... นั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่สามารถนำมาประกอบได้ แต่ก็ดูเหมือนจะเข้าข้างตัวเองไป... แต่เอาหละ ในเมื่อเราตัดสินใจแล้ว... เราจะต้องรับผิดชอบการตัดสินใจนี้ด้วยตัวเอง ... ย้อนกลับมาที่ช่วงเวลานี้ งานวิจัยก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ซึ่งคิดว่าค่อนข้างใกล้จุดหมายปลายทางแล้ว งานก็เป็นรูปเป็นร่างจนเกือบจะสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง... เหลือแต่รอผลการตอบรับจากคอนเฟอเรนซ์ และวารสาร กะว่าช่วงนี้ก็จะเริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ฉบับร่างไปเรื่อยๆ เพื่อว่าจะได้ไม่รนรานในเทอมสุดท้าย... ... ที่นี้ก็มาถึงเรื่องกีฬาจัมบาระ ที่อยากจะเล่าในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 พย ที่ผ่านมา เพื่อนเก่าก็ได้เดินทางมาเยี่ยมที่บ้าน... จะว่าเพื่อนเก่าก็ไม่เชิง เพราะปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ก็ห่างเหินกันไปเพราะเพื่อนจบเอกแล้ว กลับไปเป็นอาจารย์เมืองไทยแล้ว จุดประสงค์ของเพื่อนก็คือมาชวนเราไปเล่นกีฬาซามูไร จัมบาระ อันเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับกีฬาฟันดาบไทยอย่างยิ่ง ด้วยความอิดๆ อยากๆ ศัพท์ใหม่ที่ไม่สามารถบรรยายได้ ก็ตอบตกลงเพื่อนไป แต่เมื่อใกล้ถึงวันจริง เราก็ดันนัดเล่นเทนนิสกับรุ่นน้องไว้... เออ... เอากับเขาซิ จับปลาสองไม้สองมือ... อยากเก็บเธอเอาไว้ทั้งสองอย่างอะ ก็เลยบอกเพื่อนไปว่า จะไปเจอที่สนามแข่งที่คันไนเลย ตอนประมาณเที่ยงๆ ส่วนตอนเช้าก็ไปเล่นเทนนิสซะก่อน ก็เลยได้ชวนน้องๆ ในทีมเทนนิสโตโกได ไปแจมกีฬาจัมบาระซะด้วย ในที่สุดก็สำเร็จทั้งสองงานครับ... บ่ายวันนั้นทีมเทนนิสก็ได้ไปแจมที่สนามแข่งจัมบาระ ทีมนักกีฬาไทยในวันนั้นมีสามคน ได้แก่พี่(อนุ)กรณ์ โอ๊ต และก็ผมเอง.... ไปถึงกินข้าวกล่องที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ และก็เริ่มแข่งทันที ... ปราศจากการวอร์มอัพ ... แต่ด้วยความที่มีกระบี่ในสายเลือด บ่ได้เกรงกลัวเลย... ลุยโลดครับ... ผลก็คือในนัดแรก แพ้ครับ ตามความคาดหมาย... วันนั้นก็ถือว่าสนุกๆ ครับ แพ้บ้าง ชนะบ้าง เสมอบ้าง มีทุกรสชาติ แต่ที่น่าจะประทับใจสุด ก็คงตอนแข่งประเภททีม เราส่งในนามทีมชาติไทย และก็สามารถผ่านไปได้รอบสอง รอบแรกชนะประเทศ... (สมองปลาทอง) จำไม่ได้อะ แต่อยู่ในยุโรปตะวันออก รอบสองไปเจอตัวเต็งอย่างฝรั่งเศสเข้าไป.... ผลก็แพ้ไปอย่างสูสีอะครับ... มือแรก... ผมเองครับ... เสมอ มือสอง... โอ๊ต... แพ้ครับ... มือสุดท้าย... พี่กรณ์... เสมอซะง้าน รวมแล้วก็แพ้ไปครับผม แต่ก็เป็นกีฬาครับ มีแพ้มีชนะ แต่ดูเหมือนพวกเราจะได้สร้างไมตรีกับหลายชาติ ที่จะสนิทสนมเป็นพิเศษก็น่าจะเป็น เกาหลี เพราะดูเหมือนเขาจะชอบของที่ระลึกของเราเป็นพิเศษ เวียนวนมาหาหลายรอบ แต่ก็น่ารักดีครับ... ได้อีกครับได้อีก ค่ำๆ ก็ได้ไปร่วมงานฉลองสำหรับนักกีฬาต่างชาติ ทีมชาติไทยเราเหมือนว่าจะเป็นเด็ก ก็เลยได้ไปร่วมงานในห้องสำหรับเด็ก คือไม่มีอัลกอฮอล์ คุยกันเองซะส่วนใหญ่ ทั้งน้องโตโกได ประกอบด้วย โจ้ หนึ่ง แว่น พง นอกนั่นก็พี่กรณ์และเพื่อน เสี่ยโอ๊ต ฝรั่งสัญชาติไทย และผมเอง เก้าคนได้ เวลาผ่านไปนานพอดู บุฟเฟต์อาหารจีนก็เข้าไปเต็มท้องครับ... สถานที่แถว ๆ ไชน่าทาวน์ตรงคันไนนั่นเอง... เดินไกลหน่อย แต่อาหารก็โอเคครับ... ต้องขอขอบคุณทางสมาคมกีฬาจัมบาระ ที่ดูแลพวกเราชาวไทยเป็นอย่างดี จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน... เสี่ยโอ๊ตก็มานอนบ้านผมครับ... ก็ต้องขอบใจที่ได้มีประสบการณ์ดีๆ ร่วมกันระหว่างชาวไทย ชาวญี่ปุ่น และชาวต่างชาติหลายๆ ชาตินะครับ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ก็คงจบลงดื้อๆ อย่างนี้นะครับ... แล้วเจอกันเดือนหน้าครับผม

October 19

เรื่องบนรถไฟ

เวลาผ่านไปเร็วมากนะครับ นี่ก็เป็นเวลาสองปีเศษแล้ว ที่ผมได้มาใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่น  อีกไม่ถึงปีจะได้กลับบ้านแล้ว เร็วจริงๆ เหมือนกับว่าผมเพิ่งเดินทางมาญี่ปุ่น เมื่อไม่นานนี้เองนะเนียะ ช่วงนี้เวลาผ่านไปเร็วมาก ทำงานตลอดทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นแก้เจอร์นัล เขียนเปเปอร์ส่งคอนเฟอเรนซ์ เรียกว่าทุกลมหายใจเข้าออก มีแต่งาน งาน งาน ครับผม คิดถึงเมืองไทยมากมาย วันๆ อยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมยังรู้สึกปวดตาบ่อยๆ ด้วย สงสัยว่า กลับไปอาจจะต้องไปตัดแว่นสายตาซะแล้ว

 

เมื่อสองวันก่อน ได้มีโอกาสกลับบ้านเร็วหน่อย เป็นเวลาทุ่มเศษๆ ได้  ก็ขึ้นรถไฟสายประจำนั่นแหละครับ เหลืออีกสถานีเดียวก็จะถึงบ้านแล้ว มีคุณแม่คนหนึ่ง เข็นรถเข็นที่มีเจ้าหนูจอมซนนั่งมาบนรถนั่น น่ารักทีเดียวเลยครับ  ระหว่างนั้น เจ้าหนูส่งเสียงร้อง ท่าทางจะเรียกร้องความสนใจจากคุณแม่ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด เพราะคุณแม่มัวแต่สาละวนอยู่กับโทรศัพท์มือถือ เจ้าหนูก็เลยเปลี่ยนจากเสียงร้อง มาเป็นการกัดแทน พี่แกกัดทุกอย่างที่อยู่บนรถเข็นเลยครับ ของเล่นพลาสติกสีสันสดใส หรือจะเป็นผ้าห่ม เข็มขัดนิรภัย น้ำลายก็ไหลเยิ้มเชียว น่ารักจริงๆ ครับผม

 

สถานีถัดไป ผมก็จะลงแล้วหละครับ คุณแม่ก็เข็นเจ้าหนูลงสถานีเดียวกันเลย ผมก็เลยให้คุณแม่เข็นนำหน้าไปก่อน พอถึงสถานี ประตูเปิดปุ๊บ คุณแม่ก็เข็นเจ้าหนูทันใด แต่ปรากฎว่า เข็นไม่ไปแฮะ ก็จะไปได้อย่างไรหละครับ เจ้าล้อหน้าของรถเข็น มันไปติดร่องระหว่างตัวรถไฟ กับชานชลา ดันเท่าไหร่ก็ไม่ไป ผมก็เลยมีโอกาสเข้าไปช่วยดึงล้อขึ้นมา แล้วคุณแม่จึงเข็นต่อไปได้ ก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มาเล่าสู่กันฟังครับ ช่วงนี้ ไม่ค่อยได้มีเรื่องราวตื่นเต้นในชีวิตเท่าไหร่ เรื่องนี้ก็เลยนับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจสูบฉีดสักเล็กน้อย

 

หลังจากนั้น คุณแม่เขาก็มาขอบคุณเป็นการใหญ่ ก็ตามมารยาทของคนญี่ปุ่นนั่นแหละครับ ไอ้เราก็ไม่ได้จะช่วยอะไรมากมายเลย แต่ก็ดีใจที่ได้ทำประโยชน์กับคนอื่นบ้าง เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสเท่าไหร่เลย ช่วงนี้ชีวิตมีแต่ห้องแลบกับบ้าน ทำงานทุกลมหายใจเข้าออก ขนาดนอนหลับ ยังฝันถึงเรื่องเปเปอร์เลย ตื่นขึ้นมายังคิดเลยว่าเรานี่เป็นเอามาก คงต้องแบ่งเวลาใหม่ ให้ชีวิตสมดุลย์ขึ้น ไม่งั้น เดี๋ยวชีวิตจะถูกกลืนไปกับงานจนไม่ได้พักผ่อน หรือไม่ได้ทำอะไรที่เราชอบเสียบ้าง

 

เหมือนกับว่าเหตุการณ์นั้น ทำให้ผมหลุดจากพะวังของการหมุกมุ่นกับการทำงานวิจัยครับ ทำให้เราได้หยุดคิดว่า เราควรจะพักผ่อนเสียบ้าง ได้มองชีวิตผู้คนรอบข้างเสียหน่อย มันจะทำให้รู้สึกครึกครื้นขึ้นมากทีเดียว เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปออกกำลังกายกับน้องโจ้ และน้องๆ จากโตได ที่กลางกรุงโตเกียว เอ... จริงๆ ก็ไม่กลางเท่าไหร่นะ แต่ก็ถือว่า เจริญในด้านวัตถุกว่าแถวๆ ที่ผมอาศัยอยู่มากทีเดียว ได้ไปเจอน้อง ๆ ที่มาใหม่หลายคน ไม่ว่าจะเป็นน้องแผ่น น้องวิน และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ผมจำชื่อได้ไม่หมด ซึ่งเป็นไปตามประสาคนอายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ... ซะง้าน หนุ่มตอนปลายไงครับ  ได้พูดคุยกับน้องๆ หลายคน  คุยกันเฮฮาปาร์ตี้มากๆ  ส่วนใหญ่เป็นศิษย์เก่าวิศวะจุฬาฯ ก็สถาบันเดียวกัน คนกันเองเกือบทั้งนั้นเลย เลยทำให้พูดคุยได้ออกรสออกชาติมากกว่าปรกติ

 

หลังจากเล่นเทนนิส ตีแบด เสร็จ ก็ได้ไปทานข้าวเย็นด้วยกัน ที่ร้านอาหารแถวๆ หอพักนั้น คุยกันจนเกือบสี่ทุ่ม ถึงได้กลับบ้านได้ เรียกว่า เหนื่อยกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว ไอ้ที่เหนื่อยคงเป็นผมเองนั่นแหละ เพราะน้องๆ เขาอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ เรามันปลายๆ ซะแล้ว ฮา ฮา ฮา ก็เลยอ้างสังขารซะเลย พอกลับถึงบ้าน หลับเป็นตายเลย สำหรับสัปดาห์นี้ก็ตั้งใจว่าจะไปตีเทนนิสบนยอดดอยสุซึคาเคได หลังจากว่างเว้นไปนาน กลับมาคราวนี้ คงจะได้เรียกว่าสดชื่นกลับคืนมา เก็บความเคร่งเครียดในการทำงานไปก่อนนะครับ แล้วค่อยกลับมาลุยต่อทีหลัง....

 

คิดถึงเพื่อนๆ ทั้งที่เมืองไทย ญี่ปุ่น และทั่วโลกเลยครับ หวังว่าจะได้เจอกันเร็วๆ นี้ ที่แน่ๆ เจอกันในบันทึกฉบับหน้านะครับ บายครับผม

September 21

ฉันดีใจที่มีเธอ

ฉันดีใจที่มีเธอ
 
ในโลกที่มี ความวกวน
ในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรน
ที่สับสน ร้อนรนจนใจ นั้นแสนเหนื่อย
ในโลกที่ความทุกข์ท้อใจ
ได้เดินผ่านเข้ามาเรื่อยๆ
จนบางครั้งไม่รู้จะข้ามไปเช่นไร
 
แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
กลับทำให้ฉัน คิด ในใจ
 
ฉันดีใจทีมีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบ อะไร
ฉันก็รู้และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้
 
ในอุปสรรค ที่มากมาย
ในความหวาดหวั่น ที่วุ่นวาย
ในอนาคต ในปัจจุบัน และอดีต
ในความเจ็บปวดที่ต้องเจอ
ที่ไม่เคยพ้นไปซักที
ยังไม่รู้พรุ่งนี้ต้องเจอกับเรื่องใด
 
แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
กลับทำให้ฉันยิ่งคิด ในใจ
 
ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบ อะไร
ฉันก็รู้ และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้
 
แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
กลับทำให้ฉันยิ่งคิด แน่ใจ
 
ฉันดีใจทีมีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะไม่เหลือใครๆ
ฉันก็รู้ และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้
ฉันก็รู้ และฉันอุ่นใจ
ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่กับฉัน